หยิบนวัตกรรมใส่อาหาร สร้างความต่างเพิ่ม..มูลค่าแบรนด์





              แม้ธุรกิจอาหารจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ลงทุนต่ำ-คืนทุนเร็ว จนเป็นที่สนใจให้หลายคนอยากเข้ามาเริ่มต้นธุรกิจ กระนั้นการต่อยอดให้เติบโต และอยู่รอด ก็เป็นอาถรรพ์ที่ทำให้เหลือผู้ประสบความสำเร็จตัวจริงเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับคนที่แห่แหนกันเข้ามา สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอาจมีหลากหลายปัจจัยให้ต้องขบคิด แต่สำหรับ Candy Crepe แล้ว ปัจจัยที่โดดเด่นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน คือการนำเอานวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจอาหาร และสร้างความต่างให้กับแบรนด์ของตัวเอง
               SCB SME ได้เชิญคุณแจน-เจนนิสา คูวิชกุล เจ้าของแบรนด์ Crepe โรตีสายไหมสายพันธุ์ใหม่ที่ฉีกรูปแบบการกินไปจากเดิม ตัวสายไหม และตัวแป้ง ถูกพัฒนาให้มีสีสัน และรสชาติหลากหลาย สามารถที่จะเอาไปสร้างสรรค์เมนูได้ทั้งคาวหวาน อีกทั้งยังได้รับการยืดอายุให้สามารถเก็บได้นานขึ้น มาพูดถึงเคล็ดลับและประสบการณ์ที่ทำให้ Candy Crepe เจาะตลาดได้ทั้งไทยและต่างประเทศ จนสามารถสร้างรายได้ได้กว่า 20 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ปี
HIGHLIGHT
  • ตั้งแต่เริ่มต้นเลย เรามีวิสัยทัศน์ว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรยังไง คือคงไม่คิดที่จะขายแค่โรตีสายไหมแน่นอน และก็ไม่ใช่แค่เอามาแต่งตัวใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้บริโภคฉลาดขึ้น ถ้าทำอย่างนั้นเราก็คงอยู่ได้ไม่นาน
  • ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์มาเป็นอันดับแรก แล้ว ระหว่างทางก็ต้องพัฒนาแบบเล็กๆ ในส่วนที่ตัวเองสามารถทำได้เองด้วย
  • การได้การรับรองมาตรฐานทั้งจาก อย. ที่เป็นของไทย และ GMP  HACCP ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ทำให้เราส่งออกได้ไม่อายใคร
เธอกล่าวว่า รู้สึกชอบรสชาติโรตีสายไหมของไทย และสนใจอยากพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารของไทยส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งในการเริ่มต้นธุรกิจ เธอมีวิสัยทัศน์ชัดเจนตั้งแต่แรกเลยว่าต้องไม่ใช่แค่หยิบเอาของดีของไทยมาแต่งตัวใหม่ แต่จะต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นจากสิ่งดีๆ ที่มีอยู่เดิม

“แจนมองว่าโรตีสายไหมเป็นภูมิปัญญาไทยที่ทำยากมาก สังเกตว่าถ้าเราอยากกินเค้ก คุ้กกี้ โดนัท เราอบกินเองที่บ้านได้ แต่โรตีสายไหมเราทำเองที่บ้านไม่ได้ เพราะวิธีการหรือขั้นตอนต้องใช้ทักษะค่อนข้างสูง ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ จึงเป็นอะไรที่น่าเสียดายถ้าไม่มีใครเอามาต่อยอด แต่ว่าที่อยุธยาเองก็คงต่อยอดยาก เพราะเป็นโปรดักส์ที่ทำไม่ง่าย แต่ทำราคาได้ยาก ซึ่งถ้าเราไม่ใช่วิธีในการพัฒนาวิจัย โรตีสายไหมของเราก็จะไม่ต่างกับที่หากินได้ทั่วไปตามท้องถนน ที่วันนี้เราสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นเยอะ ก็เพราะงานวิจัยพัฒนาต่างๆ ซึ่งแจนมองว่าเราเป็นโรตีสายไหมสายพันธุ์ใหม่

“ตั้งแต่เริ่มต้นเลย เรามีวิสัยทัศน์ว่าจะต้องเปลี่ยนอะไรยังไง คือคงไม่คิดที่จะขายแค่โรตีสายไหมแน่นอน และก็ไม่ใช่แค่เอามาแต่งตัวใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้บริโภคฉลาดขึ้น ถ้าทำอย่างนั้นเราก็คงอยู่ได้ไม่นาน คิดว่าถ้าเราทำตัวแป้ง และสายไหมให้อยู่ได้นานขึ้นก็สามารถที่จะส่งออกได้เหมือนกัน แจนเริ่มจากตัวสายไหมก่อน โดยทำวิจัยร่วมกับ สวทช. ใช้เวลานานปีกว่า จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรก คือ แคนดี้ออนท็อปที่อยู่ได้ 6 เดือน โดยไม่ใส่สารกันบูดใดๆ แล้วค่อยมาเป็นตัวแป้ง โดยทั้งสองตัวไม่จำเป็นต้องกินคู่กัน เรากินแต่ตัวสายไหมอย่างเดียวก็ได้ โดยเอาไปใส่กับของหวานชนิดต่างๆ เช่น ไอศครีม คอกเทล ทำเป็นท็อปปิ้งแบบใหม่ หรือใส่กับกาแฟ แทนน้ำตาล หรือเอาแป้งมาห่อเป็นของคาว หรือทำเป็นพิซซ่าแป้งบางเฉียบก็ได้”

เจนนิสาบอกว่าเธอให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์มาเป็นอันดับแรก ซึ่งนอกจากการพัฒนาในเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยนักวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแล้ว ระหว่างทางก็ต้องพัฒนาแบบเล็กๆ ในส่วนที่ตัวเองสามารถทำได้เองด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนารสชาติใหม่ๆ ออกมา

“อนาคตเราจะต้องพัฒนาโปรดักส์ให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้สินค้าของเราอยู่ได้นาน 6 เดือน ต่อไปอาจจะอยู่ได้นานขึ้น ละลายยากขึ้น เราจะมีการปรับสูตรไปเรื่อยๆ ซึ่งในแผนการยังมีอีกหลายขั้นมาก ตัวแป้งเองก็เหมือนกันพออยู่ได้นานขึ้นแล้ว ก็ต้องมีเรื่องของรสชาติต่างๆที่จะเข้ามาสร้างความหลากหลาย ซึ่งก็จะไปตามเทรนด์ของตลาดด้วย ในการพัฒนาเราคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก อย่างตอนนี้เรามีตัวแนชเชอรัลเป็นออปชั่นสำหรับคนที่กลัวน้ำตาลด้วย ตัวนี้จะมีน้ำตาล และแคลลอรี่ต่ำลงมา 30% ขณะที่รสชาติยังคงเดิม เป็นการใช้สารให้ความหวานตัวอื่นที่ดีต่อสุขภาพแทนน้ำตาล

“อีกเรื่องหนึ่งที่แจนให้ความสำคัญมากๆ คือเรื่องของความสะอาด เราลงทุนทำห้องคลีนรูมขึ้นมา เพื่อให้ตลอดการผลิตปราศจากเชื้อโรค จนได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งจาก อย. ที่เป็นของไทย และ GMP  HACCP ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ทำให้เราส่งออกได้ไม่อายใคร เป้าหมายเราตั้งแต่แรกคือการส่งออก เราลงทุนพัฒนาเครื่องจักรให้มีความทันสมัย รองรับการผลิตจำนวนมาก ซึ่งเรามีลูกค้าที่เป็นต่างชาติเยอะมาก หลายคนรู้จักเราผ่านโลกโซเชียล และติดต่อขอซื้อโดยยอมที่จะจ่ายเงินหมื่นกว่าบาทเพื่อเป็นค่าขนส่งขนมราคาเพียง 500 กว่าบาทเท่านั้น”

เจนนิสาบอกว่าเธอเลือกที่จะสื่อสารแบรนด์ผ่านโลกโซเชียลเป็นหลักในช่วงแรก โดยใช้ภาษาในการสื่อสารทั้งไทยและอังกฤษ นั่นเป็นสาเหตุให้เปิดตลาดต่างประเทศไปพร้อมกับไทย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมีตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไปจนถึงคนรุ่นปู่ย่าตายาย หลายๆ คนสั่งซื้อไปกินจนติดใจเรียกร้องให้มีหน้าร้าน และเป็นที่มาของการเปิด Candy Crepe Café

“เราถือโอกาสใช้หน้าร้านเป็นจุดประชาสัมพันธ์เพื่อแนะนำไอเดียเมนูต่างๆ ที่จะทำให้กลุ่มลูกค้ารู้ว่าโรตีสายไหมของเราไม่จำเป็นต้องกินคู่กัน ที่นี่จะมีเมนูหลากหลายที่ใช้แป้งโรตี กับสายไหมมาเป็นวัตถุดิบในการปรุง มีทั้งที่เป็นอาหารคาว และหวาน ซึ่งแรกๆ เราทำเป็นคีออทเล็กๆ ก่อน พอผลออกมาได้รับเสียงตอบรับดี เราค่อยขยายมาเป็นคาเฟ่ ซึ่งปัจจุบันมี 4 สาขา ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ส่วนตัวผลิตภัณฑ์ ปัจจุบัน Candy Crepe มีวางจำหน่ายในกูร์เมต์มาร์เก็ตในสยามพารากอน และท็อปซูเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขา”

เจนนิสาบอกว่า Candy Crepe ประสบผลสำเร็จสร้างยอดขายอย่างงดงาม ก็เพราะนวัตกรรมที่ทำให้โรตีสายไหม ขนมบ้านๆ ของไทยกลายเป็นขนมสุดหรูขายได้ในราคาแพง ซึ่งเธอบอกว่าเธอเริ่มต้นธุรกิจนี้ด้วยเงินเพียงแค่หลักหมื่นเท่านั้น แต่มีเป้าหมายชัดแล้วค่อยๆ ต่อยอดจากสิ่งที่พอจะทำได้ ก่อนจะค่อยๆ เก็บเกี่ยวความสำเร็จมาเรื่อย โดยเป้าหมายสูงสุดคือการนำโรตีสายไหมของไทยไปให้ทั่วโลกได้รู้จัก ซึ่งถึงวันนี้แม้ Candy Crepe ยังเพิ่งผ่านมาได้แค่ 2 ปีกว่า แต่จากเสียงตอบรับที่มีมาตลอด ก็บอกได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเธอคงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

            ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมดี ๆจาก  SCB SME  ที่มีให้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง https://scbsme.scb.co.th/