สร้างเงินล้านจาก Facebook & IG

13.03.2018





Highlight:
  • ในปัจจุบัน Facebook ทำให้การเข้าถึงแบบฟรี (Organic Reach) ลดน้อยลง และทำให้โฆษณาฉลาดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการหันมาใช้โฆษณาในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต่อไปการทำการตลาดบนโลกออนไลน์จะเป็นแบบใช้เงินมากขึ้น ผู้ประกอบการไม่ควรมองว่าการตลาดบนโลกออนไลน์เป็นของฟรี ไม่ต้องใช้เงิน แต่ให้มองว่าการทำตลาดบนโลกออนไลน์คุ้มค่ากับเงินที่จะใช้ไปมากกว่าการทำตลาดอื่นๆ
  • เหตุผลที่เราต้องโฆษณา Facebook เพราะโฆษณา Facebook เป็นเสมือนโทรโข่งไว้ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้ว่าร้านของเราอยู่ที่ไหน แต่ใช่ว่าทุกครั้งที่ซื้อโฆษณาจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ดังนั้น เราจะต้องรู้วิธีใช้โฆษณา Facebook ให้เข้าถึงตรงกลุ่มเป้าหมายด้วย
  • 3 สิ่งที่ต้องปรับตัวเมื่อค่า Organic Reach บน Facebook ลดลง คือ Quality Content, Social Media Platform Tactics และ Online Media
  • เทคนิคการเขียนคอนเทนท์แบบ “The Sweet Spot” ประกอบด้วย 3 แกน ได้แก่ 1. Help achieve brand goals 2. Entertains, informs, engages audience และ 3. Generates revenue
 
ปัจจุบันประชากรทั้งโลกใช้ Facebook เกือบ 2,200 กว่าล้านคน และประมาณ 800 ล้านคน ใช้ Instagram สำหรับประเทศไทย มีประชากรเล่น Social Network อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านคน คิดเป็น 82% ของประชากรทั้งประเทศ โดยใช้ Facebook ถึง 49 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรไทย มีตัวเลขของผู้ใช้งาน Facebook ต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 40 ล้านคน และเฉลี่ยการเข้าใช้งานแต่ละครั้งอยู่ที่ 3-4 ชั่วโมง ส่วน Instagram เติบโตจากปีที่แล้วถึง 24% มีผู้ใช้งานอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านคน จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า Facebook และ Instagram เป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก และกำลังเป็นที่นิยม เป็น Digital Marketing ที่น่าสนใจในการทำตลาดบนออนไลน์
SCB SME จึงเชิญคุณกฤษฎา โรจนโสภณดิษฐ์ Social Media Director Winter Egency ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Appgame.in.th มาเสวนาในหัวข้อ “สร้างเงินล้านจาก Facebook & IG” เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ Facebook และเรียนรู้การทำคอนเทนท์ที่มีคุณภาพเพื่อใช้บน Facebook และ Instagram
 
Social Media ที่ต้องให้ความสนใจในยุคนี้
ทุกวันนี้มี Social Media เกิดใหม่ขึ้นทุกวัน ผู้ประกอบการควรจับตามองเทรนด์ใหม่ๆ เสมอ เนื่องจากคนไทยเป็นคนที่ปรับตัวเร็วยอมรับกับสิ่งใหม่ๆ ได้เร็ว ถ้า Social Media ใหม่ๆ ตัวไหนถูกจริตกับคนไทย โอกาสที่จะได้รับความนิยมก็เป็นไปได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเน้นการตลาดกับ Social Media ตัวใดตัวหนึ่งแค่เพียงตัวเดียว ไม่เว้นแม้แต่ Facebook ผู้ประกอบการต้องศึกษาทางเลือกหลายๆ ช่องทาง ให้คิดไว้ว่า Social Media หนึ่งตัว คือหนึ่งช่องทางการขาย การบริหาร Social Media หลายตัว จะช่วยให้เราลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ได้มากขึ้น เราสามารถใช้จุดเด่นของแต่ละตัวมาช่วยในการตลาดบนโลกออนไลน์ได้ อย่างเช่น Facebook แม้ว่าจะมีคนนิยมใช้งานกันมากที่สุด แต่เป็นการตลาดที่ต้องใช้เงิน โอกาสที่จะทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จโดยไม่ใช้เงินค่อนข้างยาก ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำในเฟสบุ๊คคือกรองคนที่น่าจะเป็นลูกค้าให้แอด LINE@ ของทางร้าน เมื่อเค้าแอดมาแสดงว่าเค้าสนใจในสินค้าของเรา เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา จากนั้นให้ใช้ LINE@ ในการปิดการขาย และสามารถส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าแบบ Broadcast Message กระตุ้นให้เค้ากลับมาซื้อซ้ำได้
 
ตัวชี้วัดของ Facebook ที่น่าสนใจ
ตัวชี้วัดของ Facebook ที่สำคัญ มีอยู่ 2 ตัว ได้แก่ Organic Reach คือ จำนวนคนที่เห็นข้อความในเพจของคุณแบบฟรี ไม่ต้องเสียตัง  กับ Paid Reach คือ จำนวนคนที่เห็นข้อความในเพจของคุณผ่านการจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อก่อน Facebook ให้ค่าการเข้าถึงแบบฟรีสูงมาก หากมีคนมากดไลค์ร้าน 1000 คน เมื่อเราโพสต์อะไรไป คนกดไลค์ร้านเราทุกคนต้องเห็น แต่ในปัจจุบันเมื่อมีคนมากดไลค์ร้าน 1000 คน โอกาสที่คนกดไลค์ร้านเราจะเห็นแบบ Organic Reach มีเพียง 100-200 คน หรือคิดเป็น 10% ของคนที่ไลค์เพจเท่านั้น หมายความว่า ปัจจุบันจำนวนคนกดไลค์ไม่ได้เป็นตัวชีวัดว่าร้านค้าขายของได้ดีเหมือนเมื่อก่อน
ดังนั้น เจ้าของเพจจึงต้องหาเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ นั่นคือ การโฆษณา การสร้างโฆษณาใน Facebook จะไม่ยึดติดกับจำนวนไลค์ สามารถยิงไปหาคนที่ใช้ Facebook ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา แล้วแสดงออกมาเป็นค่า Reach ว่าเราเข้าถึงลูกค้าได้เท่าไร ดังนั้น ถ้าคุณต้องการให้คนเห็นมากขึ้น คุณก็ต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณามากขึ้นนั่นเอง
 
จำเป็นแค่ไหนที่ต้องซื้อโฆษณา Facebook
คุณกฤษฎา อธิบายเรื่องนี้ว่า “โฆษณา Facebook เป็นเหมือนโทรโข่ง สมมติว่าทุกร้านอยู่ในตึกๆ หนึ่ง แล้วร้านของเราอยู่ชั้นบนสุดของตึก โอกาสที่จะมีคนเห็นร้านเรามีน้อย แต่ถ้าเราซื้อโฆษณา ก็เหมือนเรามีโทรโข่งอยู่หน้าประตูตึก ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้ว่าร้านของเราอยู่ที่ไหน จะเห็นได้ว่าโฆษณา Facebook ทำให้เราสื่อสารกับคนได้กว้างขึ้น แต่ใช่ว่าทุกครั้งที่ยิงโฆษณาจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้โฆษณา Facebook ได้ตรง ได้ถูก มันก็คือการที่เราใช้โทรโข่งสื่อสารได้ตรงกลุ่มนั่นเอง”
ในการซื้อโฆษณา Facebook สิ่งเราต้องพิจารณาให้ดีคือ เมื่อลงเงินไปแล้ว ให้วัดว่าเงินที่ลงไปได้กำไรเท่าไร โดยคิดว่ายอดขายทั้งหมดเท่าไร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาบน Facebook อย่างเดียวเท่าไร แล้วเอาไปหักลบกันเป็นกำไรสุทธิ จากนั้นนำไปหารด้วยค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาบน Facebook แล้วทำออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อหาว่ากำไรที่เราได้จริงเทียบกับค่าใช้จ่ายการทำตลาดบน Facebook คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
การทำตลาดโดยกำหนดเงินมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอาไว้ใช้ทำการตลาดออนไลน์ทั้งเดือนเป็นการตลาดแบบเก่า ที่เราไม่ควรทำ เพราะช้า และไม่ตอบโจทย์ ควรวัดผลการตลาดเป็นรายวัน ถ้าให้ดีที่สุดคือเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูว่าถ้าวันไหนยอดขายน้อย เราควรทำการตลาดบน Social Network ตัวอื่น หรือบนเว็บไซต์เพื่อเพิ่มยอดขายของเราแทน
 
ปรับตัวอย่างไรเมื่อค่า Organic Reach ลดลง
ในวันที่ Facebook ปรับลด Reach มี 3 สิ่งที่เราต้องทำ คือ

1. Quality Content สร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพ คอนเทนท์ คือ สิ่งที่ผู้ประกอบการเอาไว้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์ เช่น รูปภาพ ข้อความต่างๆ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำการตลาด เพราะไม่ว่าเราจะใช้ Social Media ตัวไหนก็ตาม ถ้าคอนเทนท์ของเรามีคุณภาพ ก็จะได้รับผลตอบลัพธ์ที่ดี
ผู้ประกอบการต้องลงทุนในการสร้างคอนเทนท์ ทั้งส่วนเนื้อหา รูปภาพ หรือวิดีโอ เพราะเรากำลังขายของให้คนที่ไม่รู้จักเรา ไม่เคยเห็นเรา คอนเทนท์จึงจะต้องน่าสนใจ ดึงดูดลูกค้าได้ โดยอาจศึกษาจากคอนเทนท์ของร้านค้าที่เป็นคู่แข่ง แล้วทำให้ดีกว่า หรืออย่างน้อยต้องทำให้ดีได้เท่าเขา หากใครไม่ถนัดทำเอง อาจจ้างคนสร้างคอนเทนท์ให้เราก็ได้ แต่เมื่อได้มาแล้ว เราจะดูแค่ว่าคอนเทนท์นั้นเสร็จแล้วหรือไม่แค่นั้นไม่ได้ แต่จะต้องดูว่าคอนเทนท์ชิ้นนั้นดีแล้วหรือยัง การจะวัดว่าคอนเทนท์ของเราดีหรือไม่ดี เราต้องสวมบทบาทตัวเองเป็นลูกค้าเสียก่อน ว่าอ่านแล้วรู้สึกอยากซื้อหรือไม่ หรือรู้สึกว่าสินค้านี้คุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่ คอนเทนท์ที่ดีจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเกินกว่าความคาดหวังที่เค้าต้องการ
เทคนิคการเขียนคอนเทนท์แบบ The Sweet Spot มีแก่นอยู่ 3 แก่น ได้แก่
  1. Help achieve brand goals เขียนคอนเทนท์ให้ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ที่เราจะทำ เช่น วัตถุประสงค์ของเราคือสร้างการรับรู้ คอนเทนท์นั้นต้องทำให้ครสนใจรับรู้แล้วอยากแชร์ หรือถ้าวัตถุประสงค์ของเราคือเน้นขาย คอนเทนท์นั้นจะต้องช่วยให้ขายได้
  2. Entertains, informs, engages audience เขียนคอนเท้นท์ที่ให้ความบันเทิงและไม่เป็นทางการจนเกินไป ตัวอย่างเช่น ภาพสินค้าที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก ไม่ควรทำให้ภาพออกมาสวยเกินไปจนกลายเป็นภาพโฆษณา เพราะเข้าถึงคนได้ยาก ภาพควรมีความสวยในแบบธรรมชาติเพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น
  3. Generates revenue เขียนรายละเอียดข้อมูลสินค้าให้ครบ เพื่อเป็นประโยชน์ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อขายสินค้าได้โดยไม่ต้องลังเล
2. Social Media Platform Tactics ใช้เทคนิคเข้าช่วย เพื่อลดการใช้เงิน เช่น การใช้คอนเทนท์วิดีโอ แทนการใช้รูปภาพ เนื่องจากทำให้ได้ Reach สูง, การที่ทำให้ลูกค้าตั้งค่าการเห็นโพสต์ของเราเป็นอันดับแรกๆ หรือที่เรียกกันว่า ติดดาว, การวิเคราะห์ช่วงเวลาที่คนจะเข้ามาดูเพจของเรามากที่สุด จากนั้นก็โพสต์เวลานั้นเพื่อให้ได้รับการตอบรับมากที่สุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ตัวหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือการ Share ทั้งการสร้างคอนเท้นท์ที่ดี เพื่อให้เกิดการแชร์มากๆ รวมทั้งการแชร์คอนเท้นท์ที่ดีจากเพจอื่น ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับร้านเรา สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ การแชร์ลักษณะนี้สามารถช่วยให้คอนเทนท์ของเรามีคนเห็นแบบก้าวกระโดดได้ และมีโอกาสที่คนจะกดไลค์เพจเรามากขึ้น แต่ทั้งนี้คอนเทนท์ดังกล่าวจะต้องเป็นคอนเทนท์ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมาย ไม่อย่างนั้นต่อให้มีคนกดไลค์เพจมากแค่ไหน ถ้าไม่ใช่กลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ก็ไม่ได้ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มยอดขายได้เลย

3. Online Media การลงโฆษณา เราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นกลุ่มแบบไหน ช่วงอายุเท่าไร อยู่ที่ไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าจะทำให้เรากำหนดได้ว่า จะให้โฆษณาที่เราซื้อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน ซึ่ง Facebook มีการเก็บข้อมูลความสนใจของผู้ใช้งานจากการใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดงบประมาณในการซื้อโฆษณา กำหนดระยะเวลาในการลงโฆษณา และติดตามผลลัพธ์ได้ด้วย
 

ติดตามกิจกรรมและสัมมนาที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของคุณ ได้ที่ SCB Business Center ศูนย์ธุรกิจ SME รูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการทางธุรกิจ https://businesscenter.scb.co.th/th/