SEM (Search Engine Marketing) สุดยอดเทคนิคการเพิ่มยอดขายด้วย Google






Highlight :
  • SEM (Search Engine Marketing) คือเทคนิคการทำการตลาด เพื่อให้เว็บไซต์ของเรา ปรากฏบนหน้าแรกๆ เมื่อมีผู้ใช้งานเสิร์จคำค้นหา หรือ Keyword ที่เราตั้งไว้
  • ZMOT (Zero Moment of Truth) เป็นทฤษฎีการตลาดที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงระหว่างที่ลูกค้าเริ่มสนใจสินค้าและช่วงที่จะตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า โดยลูดกค้าจะค้นหาข้อมูลของสินค้าที่ตัวเองสนใจจากการดูรีวิว ตรวจสอบเรตติ้งจากเว็บไซต์ และ Social Media ต่างๆ ซึ่งแหล่งค้นหาข้อมูลที่ง่ายและสะดวกที่สุดย่อมไม่พ้นอินเทอร์เน็ตนั่นเอง
  • การทำเว็บไซต์ที่ดีนั้นจะต้องใส่ข้อมูลสินค้าไว้ให้ครบถ้วน ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและบน Desktop มีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเพื่อให้โฆษณาที่ซื้อไปได้ผลตอบลัพธ์ที่มีประสิทธิ์ภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ศึกษาการตลาดของคู่แข่งก่อนจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย และศึกษาว่า Keyword ที่เราจะซื้อโฆษณาว่าแต่ละคำมีปริมาณการค้นหามากหรือน้อยอย่างไรบ้าง คู่แข่งและราคาของ Keyword สูงหรือไม่ เพื่อวางแผนเลือก Keyword ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านตลาดได้อีกทางด้วย
  • Google Adwords คือทางเลือกที่ดีในการโฆษณาสินค้าซึ่งตรงความต้องการที่สุด เพราะเมื่อไรที่คนต้องการซื้อสินค้า มักค้นหาข้อมูลจาก Google เป็นอันดับแรก ดังนั้นการใช้ Google Adwords หรือการซื้อคำโฆษณาหรือ Keyword ให้หลากหลาย หากมีลูกค้าเสิร์จคำนั้นๆ ในช่องค้นหา เว็บไซต์ของคุณก็จะปรากฏอยู่ใน Link แรกๆ ช่วยให้กลุ่มลูกค้าเข้าถึงร้าน และเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น
  • การทำ Remarketing เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ ซึ่งช่วยกระตุ้นความสนใจให้กลุ่มลูกค้าที่เคยเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราจดจำและอยากซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น โดยการแสดงโฆษณาให้กลุ่มคนเหล่านั้นเห็นอีกครั้ง ซึ่งจะปรากฏเป็นข้อความโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลูกค้าเข้าชม (หลังจากเข้าชมเว็บไซต์ของเราแล้ว)
 
ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ช้าลงคือ กระบวนการคิดและการตัดสินใจซื้อสินค้าของกลุ่มลูกค้า ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าจากการเห็นโฆษณาหรือสัมผัสสินค้าบนชั้นวางผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะการหาข้อมูลสนับสนุนจากอินเทอร์เน็ต ทำให้การทำการตลาดบนโลกออนไลน์กลายเป็นสิ่งสำคัญ และหนึ่งในช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ยอดนิยม และมีประสิทธิภาพคือ SEM
แต่ก่อนที่เราจะไปทราบว่า SEM คืออะไร มาทำความเข้าใจกับทฤษฎีการตลาดใหม่ของ Google ที่เรียกว่า ZMOT (Zero Moment of Truth) กันก่อนดีกว่า

ZMOT (Zero Moment of Truth) คือทฤษฎีการตลาดที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคก่อนที่จะสั่งซื้อสินค้า โดยอธิบายพฤติกรรมแต่ละช่วงได้ดังนี้
1. Stimulus เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าถูกกระตุ้นด้วยโฆษณาหรือการสื่อสารต่างๆ จากแบรนด์ จนทำให้รู้สึกอยากได้สินค้าชิ้นนั้นๆ
2. Zero Moment of Truth (ZMOT) หลังจากถูกกระตุ้นแล้ว ลูกค้าจะศึกษาหาข้อมูล และอ่านรีวิวก่อน ตามสถิติแล้ว มีผู้ที่ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสูงถึง 76%
3. First Moment of Truth (FMOT) คือช่วงเวลาที่ลูกค้าได้สัมผัสกับร้านขายสินค้า ถ้าเป็นช่องทางออนไลน์ก็คือช่วงเวลาที่เปิดเข้าเว็บไซต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกค้าตัดสินว่าจะซื้อสินค้าหรือไม่
4. Second Moment of Truth (SMOT) คือช่วงเวลาหลังจากที่ลูกค้าซื้อสินค้า และได้ทดลองใช้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงประเมินความพึงพอใจ บอกต่อ หรือรีวิวการใช้งาน
ดังนั้นเมื่อรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแล้ว และรู้ว่า Search engine มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้ามากถึงเพียงนี้ เรามาศึกษากันว่า ควรวางแผนการตลาดออนไลน์กันอย่างไรให้เหมาะสม และทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหาเว็บไซต์ของเราเจอ

จะหาลูกค้าที่อยากซื้อสินค้าของเราได้จากที่ไหน?
อยากหาลูกค้าจากโลกออนไลน์ต้องทำอย่างไร?
ลูกค้าที่ได้มาต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆ หรือไม่?

หากคุณยังมีคำถามเหล่านี้อยู่ เรามีคำแนะนำที่ช่วยตอบโจทย์ให้คุณซื้อโฆษณาบน Google ได้อย่างถูกวิธี และมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องเริ่มต้นจากทำสิ่งต่อไปนี้ คือ  

1.ทำเว็บไซต์ให้ดี เว็บไซต์ของเราต้องมีข้อมูลสินค้าครบถ้วน ใช้งานง่ายทั้งบนมือถือและบน Desktop เว็บไซต์ต้องโหลดได้รวดเร็ว ไฟล์มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป และต้องมีช่องทางการติดต่อที่ถูกต้อง เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย รวดเร็ว อีกทั้งยังมีข้อมูลครบถ้วน ตอบสนองได้ทุกความต้องการ
2.เตรียมข้อมูลให้พร้อม ก่อนจะซื้อโฆษณาเราต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการก่อน ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุ เพศ ภูมิลำเนา หรือความสนใจ รวมไปถึงต้องทราบจุดเด่นของสินค้าหรือแบรนด์ของเราด้วย เพื่อให้เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน และตรงกับความต้องการ
3.ควรศึกษาคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม ก่อนทำโฆษณา ทำโปรโมชันหรือโปรโมทสินค้า เราควรศึกษาข้อความในโฆษณาของคู่แข่งว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าข้อความแบบไหน โปรโมชันใดที่คนสนใจ และนำมาประยุกต์ใช้กับข้อความโฆษณาของตนเองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้เราเข้าใจกลุ่มลูกค้าและประหยัดค่าโฆษณาอีกด้วย
4.วิเคราะห์ Keyword โดยใช้เครื่องมือบน Google ที่ชื่อว่า Keyword Planner เพื่อเอาไว้ศึกษาว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหามากหรือน้อยอย่างไรบ้าง คู่แข่ง และราคาของ Keyword ที่เราต้องการสูงหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้วางแผนเลือก Keyword ที่มีคุณภาพ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

เมื่อเราเตรียมความพร้อมได้ครบทุกข้อแล้ว เราก็มาถึงสเต็ปต่อไป นั่นคือทำความรู้จักกับ SEM
SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing คือ เทคนิคการทำการตลาด เพื่อให้ข้อความจากเว็บไซต์ของเรา ปรากฏบนหน้าแรกๆ เมื่อมีผู้ใช้งานเสิร์จคำค้นหา หรือ Keyword ที่เราตั้งไว้

ทั้งนี้ SEM แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ SEO และ PPC

SEO หรือ Search Engine Optimization คือเทคนิคการทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอยู่อันดับต้นๆ หรืออยู่ในหน้าแรกๆ ของเว็บไซต์ Search engine โดยไม่ต้องจ่ายเงินโฆษณา แต่ต้องอาศัยเทคนิคการคัดเลือกคำ Keyword และการปรับแต่งข้อความและเว็บไซต์ให้เหมาะสม
PPC หรือ Pay Per Click คือการจ่ายเงินให้เว็บไซต์ Search engine เพื่อทำให้ Link จากเว็บไซต์เราปรากฏอยู่ในตำแหน่งโฆษณา เช่น หากลองพิมพ์คำว่า “โรงแรม” ลงใช้ช่องคำค้นของ Google จะพบว่า Link แรกๆ ที่ปรากฏจะมีข้อความล้อมกรอบเล็กๆ ด้านหน้า Link ว่า “โฆษณา” นี่แหละคือการซื้อโฆษณาแบบ PPC
นอกจากนี้ SEO กับ PPC นั้นไม่ได้ต่างแค่เสียเงินกับไม่เสียเงินเท่านั้น แต่ต่างกันที่ PPC จะแสดงผลการค้นหาได้เร็วกว่า และมั่นใจได้แน่นอนว่าเมื่อจ่ายเงินแล้ว Link ของเราจะปรากฏอยู่ในหน้าแรกๆ ขณะที่ SEO ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกว่า และแม้ว่าจะทำตามขั้นตอนแล้ว ก็ยังไม่แน่นอนว่าข้อความของเราจะปรากฏอยู่ลำดับใด
แม้ทั้ง 2 เทคนิคจะมีข้อดี ข้อเสียต่างกัน แต่โดยรวมแล้วก็เป็นวิธีที่ช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนมีโอกาสอัพยอดขาย เพิ่มกำไรได้
นอกจากนี้อีกคำศัพท์ที่คนทำการตลาดออนไลน์ควรรู้คือ Google Adwords ซึ่งเป็นบริการของ Google เป็นช่องทางสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ โดยการซื้อคำโฆษณา หรือคำ Keyword หากมีลูกค้าเสิร์จคำนั้นในช่องค้นหา เว็บไซต์ของคุณก็จะปรากฏอยู่ใน Link แรกๆ โดยคิดค่าบริการเป็นต่อคลิก หมายความว่าเราจะเสียค่าบริการก็ต่อเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาและเข้ามายังเว็บไซต์ของเราเท่านั้น

นอกจากนี้ข้อดีของ Google Adwords มีอีกมากมายดังนี้

1.ช่วยพาลูกค้าเข้า Website ของเราได้ตาม Keyword ที่เรากำหนดขึ้น ซึ่งสามารถกำหนดได้หลากหลาย
2.สามารถลงโฆษณาได้ทันที ช่วยหาลูกค้าได้รวดเร็ว (ขณะที่ SEO ใช้เวลานานกว่า Link ของเราจะปรากฏอยู่ในหน้าแรกๆ)
3.สามารถเลือกเวลาโฆษณาได้ตามต้องการ
4.ทำให้เว็บไซต์ของเราติดอยู่ในอันดับต้นๆ ช่วยตัดคู่แข่งออกไปได้จากหลักล้านเหลือหลักสิบ (จากเดิมที่เว็บไซต์ของเราอาจจะปรากฏอยู่ในหน้าท้ายๆ ก็จะปรากฏอยู่ในหน้าแรก ซึ่งโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นและคลิกเข้าชมมีสูงกว่ามาก)
5.สามารถเลือกกลุ่มลูกค้าได้เอง โดยสามารถกำหนดสถานที่ ภาษา อายุ เพศได้ตามต้องการ
แต่...ลูกค้าเข้าเว็บไซต์แล้ว จะซื้อสินค้าของเราไหม?
ถ้า...ลูกค้าไม่ซื้อ ต้องทำอย่างไร?
เมื่อลูกค้าเข้าสู่เว็บไซต์ของเราแล้ว อาจไม่ตัดสินใจซื้อทันที จึงต้องมีการทำ Remarketing หรือการแสดงโฆษณาให้กลุ่มคนเหล่านั้นเห็นอีกครั้ง โดยจะปรากฏให้เห็นเป็นข้อความโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลูกค้าเข้าชม (หลังจากเข้าชมเว็บไซต์ของเรา) เพื่อกระตุ้นความสนใจของกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้ามักจะไม่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าเว็บไซต์ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการตัดสินใจ จึงต้องมีการทำ Remarketing เพื่อกระตุ้นให้เขากลับมาสั่งซื้อสินค้าให้สำเร็จ โดยเราสามารถใช้ Remarketing กับคนที่เคยสั่งซื้อสินค้าไปแล้ว (ลูกค้าเก่า) เพื่อกระตุ้นให้เขากลับมาสั่งซื้อสินค้าชิ้นอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย

ข้อดีของการทำ Remarketing

1.ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เจาะจงมากยิ่งขึ้น
2.ช่วยสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ
3.ช่วยสร้างการจดจำให้แบรนด์หรือสินค้า
4.ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์
5.ช่วยประหยัดงบการซื้อโฆษณาได้เพราะเป็นการสื่อสารกับผู้ที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ

นอกจากเทคนิคการใช้เครื่องมือต่างๆ บน Google แล้ว การเขียนข้อความโฆษณาให้ดึงดูดใจลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยข้อความที่สามารถทำให้ลูกค้าสนใจจนอยากคลิกเข้าเว็บไซต์ ควรจะต้องชูจุดขายของสินค้าของเราให้มากที่สุด อธิบายให้ชัดเจนว่าสินค้าของเราโดดเด่นและมีประสิทธิภาพอย่างไร โดยวิธีการเขียนที่เหมาะสมต้อง สั้น กระชับ ได้ใจความ นอกจากนำเสนอจุดขายของสินค้าแล้ว เรายังสามารถกระตุ้นการคลิกด้วยโปรโมชันที่โดนใจได้อีกด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดที่เราได้จากการใช้ SEM คือเว็บไซต์ของผู้ประกอบการสามารถดึงลูกค้าให้เข้ามารับชมสินค้าได้มากขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งทำให้โอกาสในการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ติดตามกิจกรรมสัมมนา ที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของคุณได้ที่  SCB Business Center ศูนย์ธุรกิจ SME รูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการทางธุรกิจ https://businesscenter.scb.co.th/th/