“Digital Marketing 2018 เปลี่ยนหน้าร้านออฟไลน์เป็นออนไลน์”





 
Highlight :
  • Digital Marketing มีให้เลือกใช้มากมาย Digital Marketing ทั้งรูปแบบ Website, Social Media Platform, Branding Mobile App และ E-market place แต่ละตัวจะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป สามารถนำมาใช้ผสมผสานกันในการทำการตลาดเพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดี
  • เครื่องมือที่น่าสนใจในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการ Search บน Google มีอยู่ 3 ตัว ได้แก่ Keyword Planner ตรวจสอบว่า Keyword คำไหนที่เราควรไปใช้สร้างเว็บไซต์, Search Engine Optimization (SEO) ใช้ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา และ Google AdWords
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน ลูกค้าหันมาซื้อสินค้าผ่านทางโลกออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจที่มีเพียงหน้าร้านจึงไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้อีกต่อไป ดังนั้นธุรกิจดังกล่าวจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าในปัจจุบัน

Digital Marketing ไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบเดียว

เมื่อพูดถึง Digital Marketing หลายคนมักจะนึกถึงแต่ Facebook ทั้งที่จริง Digital Marketing สามารถจำแนก ออกมาได้ถึง 4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น
  1. Website เป็นสิ่งที่ทุกร้านควรจะมีเพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้การ Search บนอินเตอร์เน็ตเจอร้านของเรา
  2. Social Media Platform ตัวอย่างเช่น  Facebook, LINE@, Instagram และ Youtube เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้สำหรับโปรโมทสินค้าหรือเพื่อติดต่อสื่อสารกับลูกค้า
  3. Branding Mobile App เป็นตัวที่มาช่วยเสริมการทำงานของเว็บไซต์ เพราะลักษณะของเว็บไซต์จะเป็นการตั้งรับ ไม่สามารถดึงคนให้เข้ามาได้ และไม่มีฟังก์ชั่นที่ดึงดูดความสนใจ แอพพลิเคชั่นจะช่วยให้ลูกค้าติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นของร้าน ซื้อสินค้าได้ง่าย และมีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าซ้ำสูงขึ้น
  4. E-Marketplace หรือ Electronic Marketplace เช่น Lazada, Shoppee เป็นสื่อกลางที่รวบรวมสินค้าและร้านค้าไว้เป็นจำนวนมาก มีจุดเด่นตรงที่มีลูกค้าใช้บริการนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนลูกค้าเห็นสินค้าของเรามาก ส่งผลให้ยอดขายสูงขึ้นตามมา แต่ร้านค้าต้องเสียค่าแรกเข้าในการใช้บริการโดยดูจากปริมาณลูกค้าที่สนใจสินค้าประเภทนี้  ถ้ามีลูกค้าสนใจเป็นจำนวนมาก ค่าแรกเข้าก็จะสูง และต้องเสียค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินค้าแต่ละชิ้นด้วย ดังนั้นก่อนใช้เครื่องมือนี้ จะต้องวางแผนการใช้งานควบคู่ไปกับการใช้เว็บไซต์ของเราเองเพื่อขายให้สมดุลกัน เพื่อไม่ให้ธุรกิจของเราต้องพึ่งพาเครื่องมือนี้มากเกินไป
 
Digital Marketing ตัวไหนที่เหมาะกับเรา?

แม้ว่าการโฆษณารูปแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะป็นโทรทัศน์ ทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือการใช้ป้ายโฆษณา ยังเป็นการโฆษณาที่ใช้ได้ผลอยู่ แต่กลับไม่เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน การโฆษณาที่เหมาะสำหรับธุรกิจทั้ง 2 ประเภทนี้ คือการใช้ Digital Marketing เพราะสามารถควบคุมงบประมาณในการซื้อโฆษณาได้ ใช้งบประมาณไม่สูง และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่า
ในปัจจุบันมี Digital Marketing ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย แต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป หากเราสามารถนำจุดเด่นของ Digital Marketing แต่ละตัวมาใช้ผสมผสานกันในการทำการตลาด ย่อมสามารถตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างกันได้ เช่น ตั้งเว็บไซต์ เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้า พร้อมกับใช้ Facebook เป็นช่องทางแชร์คอนเท้นท์โดนๆ ออกไปให้คนรู้จักแบรนด์มากยิ่งขึ้น ใช้ Twitter เป็นช่องทางจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น และใช้ Line@ เพื่อสื่อสารและปิดการขาย เป็นต้น
 
เครื่องมือที่น่าสนใจที่ทำให้คนเสิร์ชเจอสินค้า

ลูกค้าบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเสิร์ชหาสินค้าหรือร้านค้าบน Google หากเว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกๆ หรืออันดับแรกๆ ของการค้นหา ย่อมแปลว่าโอกาสทางการขายนั้นมีมากด้วยเช่นเดียวกัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทำความรู้จักกับเครื่องมือที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับการเสิร์ชบน Google ทั้ง 3 ตัว ได้แก่
  1. Keyword Planner เครื่องมือที่เอาไว้ตรวจสอบว่า Keyword แต่ละคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า มีคนค้นหาต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ คำไหนเป็นที่นิยมที่สุด เพื่อที่จะได้เลือกคำค้นหายอดนิยมไปใช้กับการทำคอนเท้นท์ลงบนเว็บไซต์ของเรา
  2. Search Engine Optimization (SEO) คือการนำ Keyword ยอดฮิตที่ได้จาก Keyword Planner มาใส่ในคอนเท้นท์ของเรา เช่น เมื่อค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ “ร้านขายกระเป๋าสตางค์” พบว่า คนส่วนใหญ่นิยมค้นหาด้วยคำว่า “กระเป๋าสตางค์แบรนด์” ผู้ประกอบการก็ควรนำคำว่ากระเป๋าสตางค์แบรนด์ไปใส่ชื่อบทความ เนื้อหาของบทความ รวมทั้งชื่อไฟล์ภาพของเรา เพื่อให้ลูกค้าเสิร์ชเจอเว็บไซต์เราง่ายๆ
  3. Google AdWords เป็นโฆษณาบนหน้า Google Search ที่ถูกพัฒนาและให้บริการโดย Google ซึ่งจะคิดค่าบริการตามจำนวนคนที่คลิกโฆษณา ดังนั้น ก่อนซื้อโฆษณาเราจะต้องวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ดี มีคอนเทนท์ที่น่าสนใจ และให้คนที่คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์มีการตอบสนองบางอย่างกลับมา เช่น มีโปรโมท Facebook Page ไว้ แล้วให้ตามไปกดไลค์ หรือให้ลงทะเบียนรับข่าวสารของร้านทางอีเมล์ เพื่อไม่ให้เสียค่าโฆษณาไปอย่างสูญเปล่า
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเมื่อพฤติกรรมของการซื้อสินค้าของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป Digital Marketing จะเข้ามามีส่วนช่วยสร้างยอดขายบนโลกออนไลน์ได้อย่างมาก ผู้ประกอบการที่มีหน้าร้านออฟไลน์ สามารถนำไปเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการทำตลาดบนโลกออนไลน์ได้

ติดตามกิจกรรมสัมมนา ที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจของคุณได้ที่  SCB Business Center ศูนย์ธุรกิจ SME รูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการทางธุรกิจ https://businesscenter.scb.co.th/th/