“ซูชิ 2 สไตล์” ใส่ไอเดีย สร้างรายได้ ทำขายรวย




"ซูชิ" อาหารญี่ปุ่นที่กำลังมาแรง สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นตามศูนย์การค้า จนถึงตลาดนัด ราคาก็แตกต่างกันไปตามสถานที่ ซึ่งในปัจจุบัน ซูชิ ถือเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ทำง่ายขายคล่อง เพราะวัตถุดิบไม่เยอะ และลงทุนน้อย ผู้ประกอบการมีเงินทุน 4,000 - 5,000 ก็สามารถต่อยอดเป็นเจ้าของธุรกิจได้แล้ว

SCB SME  ชวนคุณมาสร้างอาชีพ ลงทุนน้อยกำไรงาม ด้วยหลักสูตร “ซูชิ 2 สไตล์นิยม” โดย คุณศุภวิชญ์ โฉมโม้  เชฟอาหารญี่ปุ่นอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารญี่ปุ่นมานานนับสิบปี ที่จะมาเผยเทคนิคการทำซูชิแบบไม่หวงสูตร ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
Hi-light :
  • “เทคนิคการเตรียมข้าว” เป็นขั้นตอนสำคัญ ที่มือใหม่มักมองข้าม
  • เผยสูตร“ซูชิสลัด” จับกระแสรักสุขภาพ ทำง่าย ขายง่าย กำไรงาม
  • “ซูชิลายไทย” ใส่ไอเดีย เพิ่มยอดขาย
เตรียมวัตถุดิบในการทำ “ซูชิ 2 สไตล์” ยอดนิยม
  1. ปูอัด โดยเลือกเกรดสำหรับทำซูชิ ซึ่งจะประกอบด้วยเนื้อปลา 40%
  2. ไข่หวาน หากทำขายในปริมาณไม่มากสามารถหาซื้อไข่หวานสำเร็จรูปมาใช้ได้ เพราะราคาไม่แพง และรสชาติดี
  3. เนื้อปลาแซลมอน ในการทำซูชิจะนิยมใช้ปลาแซลมอนสายพันธุ์นอร์เวย์ หรือพันธุ์เทราต์ หากอยากใช้วัตถุดิบที่เกรดดีขึ้นมาจากสองสายพันธุ์ข้างต้น ก็สามารถใช้สายพันธุ์ คิงแซลมอน (Chinook salmon) แทนได้ แต่ก็จะทำให้ราคาต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิม
  4. ไข่กุ้ง
  5. แตงกวาญี่ปุ่น ซึ่งจะมีเนื้อที่แห้งกรอบกว่าแตงกวาไทย
  6. อโวคาโด
  7. โนริสาหร่ายแบบไม่ปรุงรส
  8. น้ำสลัดโกะมะดาเระ หรือ น้ำสลัดงาคั่ว
  9. น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น
  10. ข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ซาซานิชิกิ เป็นข้าวสำหรับทำซูชิโดยเฉพาะ มีความนุ่มเหนียวมากกว่าข้าวไทย
อุปกรณ์
  1. กระบะไม้ใส่ข้าว
  2. เขียง ควรใช้เขียงพลาสติก
  3. ไม้ม้วนข้าวซูชิ
  4. มีด ควรเลือกมีดที่คม จับถนัดและน้ำหนักพอดีมือ
ก่อนทำซูชิขั้นตอนที่สำคัญคือการเตรียมข้าว ให้ได้ความเหนียวนุ่ม และมีรสชาติอ่อนๆ ดังนี้
  1. หุงข้าว โดยสัดส่วนของน้ำและข้าวคือ 1:1 สำหรับการทำเพื่อขายจะหุงข้าว 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1500 cc.
  2.  ซาวข้าวประมาณ 4-5 ครั้ง หรือจนกว่าน้ำข้าวจะใส เพราะหากน้ำข้าวยังขุ่นอยู่ ข้าวที่ได้จะเหนียวเกินไปจนไม่สามารถปั้นได้
  3. นำข้าวหุงสุกใหม่ๆตักออกจากหม้อมาไว้บนกระบะไม้ใส่ข้าว เพราะหากข้าวยังอยู่บนหม้อ จะทำให้ข้าวสุกมากเกินไป เม็ดจะไม่เรียงตัวสวย
  4. ผสมน้ำปรุงข้าว โดยใช้น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น 100 % ปริมาณ 900 cc. , มิริน หรือเหล้าหวานปริมาณ 50 cc. ,  สาเก 50 cc. เกลือป่น 100 กรัม ตามด้วยสาหร่ายคอมบุ นำมาต้มและคนจนเกลือละลายจึงปิดแก๊ส
  5. นำน้ำปรุงข้าวราดไปบนข้าวร้อนๆและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  6. ข้าวที่ผสมแล้วจะอยู่ในตู้เย็นได้ประมาณ 1-2 วัน
“เมนูซูชิสลัด” เป็นซูชิที่กำลังได้รับความนิยม ขายง่ายกำไรงาม เหมาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งเชฟตั้งชื่อเมนูไว้ว่า  Kappaforest ที่เน้นผักเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ อโวคาโด , ผักสลัดกรีนโอ๊ค , แตงกวา ญี่ปุ่น , แครอท และเพิ่มสีสันด้วยไข่หวานและปูอัด และยังมีขั้นตอนการทำที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ดังนี้
  1. สไลด์แตงกวาญี่ปุ่นให้เป็นแผ่นยาวๆ เพื่อเอาไส้แตงกวาออก จะได้แตงกวาสำหรับห่อไส้ที่มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ คล้ายแผ่นแป้ง
  2. สไลด์แครอทให้เป็นแผ่นยาวคล้ายแตงกวา แล้วนำมาซอยเป็นเส้นเล็กๆ
  3. นำอโวคาโดมาผ่าครึ่ง เอาเมล็ดออก และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตามแนวยาว จากนั้นลอกเอาเปลือกออกจนหมด
  4. นำแตงกวาที่สไลด์ไว้มาวางบนไม้ม้วนข้าวซูชิ วางไส้ไว้ด้านบน ประกอบด้วย แครอท , ปูอัด , อโวคาโด , ผักสลัดกรีนโอ๊ค , ไข่หวาน 
  5. ใช้นิ้วโป้งสอดด้านล่างของไม้ม้วนข้าว ยกไม้ม้วนข้าวขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ฝ่ามือกดไส้ไว้ แล้วค่อยๆม้วนโดยหมุนออกนอกตัวให้เป็นสี่เหลี่ยม
  6. หั่นครึ่งซูชิให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ พร้อมเสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดครีม สลัดซีฟู๊ด หรือน้ำสลัดงาคั่วญี่ปุ่น แล้วแต่ความชอบ
เมนูซูชิสลัดนี้ร้านอาหารมักนำไปขายในราคา 3 ชิ้น 50 บาท ในขณะที่ต้นทุนไม่ถึง 15 บาท แถมยังมีจุดขายมากกว่าสลัดโรลเพราะไม่มีแป้งเป็นส่วนผสม ทำให้สามารถจับลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพได้มากกว่า  
เมนู “ซูชิลายไทย”  ใส่ไอเดีย สร้างจุดขาย  ซึ่งจะเน้นการเล่นสีสันเพื่อทำให้อาหารดูน่ารับประทาน ด้วยวัตถุดิบที่มีสีสันหลากหลาย อาทิ สาหร่ายแผ่น , แตงกวา , ไข่กุ้ง , ไข่หวาน แต่อาจจะมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนกว่าซูชิชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้ลวดลายซูชิที่สวยงาม ดังนี้
  1. นำสาหร่ายไปวางบนไม้ม้วนซูชิ หยิบข้าวประมาณ 80 - 90 กรัม ทำให้เป็นก้อนหลวมๆไม่ต้องกำข้าวจนแน่น
  2. นำข้าวมาเกลี่ยให้ทั่วแผ่นสาหร่าย โดยให้เหลือแผ่นสาหร่ายด้านบนประมาณ 1 ซม. ไม่ต้องเกลี่ยข้าวให้เต็มแผ่นสาหร่าย นำแตงกวามาวางไว้บนสาหร่าย จากนั้นก็ม้วนจนเป็นแท่งสีเหลี่ยม จะได้ซูชิชิ้นที่ 1
  3. เพิ่มสีส้มให้กับซูชิด้วยการนำข้าวมาคลุกกับไข่กุ้ง หลังจากนั้นนำไปวางบนสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว นำซูชิที่ทำไว้ชิ้นแรกมาวางบนข้าวและม้วน ก็จะได้ซูชิที่มีทั้งสีเขียวและส้ม
  4. จากนั้นนำซูชิมาหั่น แต่จะไม่หั่นเป็นชิ้นสั้นๆเหมือนซูชิทั่วไป ให้หั่นซูชิตามแนวยาว โดยแบ่งเป็น 4 ชิ้น
  5. นำซูชิทั้ง 4 ชิ้นที่แบ่งไว้มาวางบนแผ่นสาหร่าย แบบกลับด้านกัน ใส่ไส้เป็นไข่หวานตรงกลาง แล้วม้วนให้เป็นสี่เหลี่ยม ทริกเล็กๆในการทำให้สาหร่ายรัดตัวกับข้าวคือ เอาน้ำลูบบางๆทั่วสาหร่าย ก็จะทำให้สาหร่ายเกาะกับข้าวได้แน่นขึ้น
  6. หั่นซูชิเป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำ
หากต้องการต่อยอดธุรกิจ อยากมีธุรกิจอาหารเป็นของตัวเอง แนะนำให้ขายซูชิลายไทย เพราะด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามน่ารับประทาน รับรองว่าขายได้แน่นอน เพราะต้นทุนอยู่ที่ 20-30 บาท แต่ถ้านำไปขายบนร้านอาหารสามารถอัพราคาได้ถึงจานละ 70-80 บาทเลยทีเดียว

ถึงแม้ซูชิจะเป็นอาหารที่ทำง่ายขายคล่อง แต่อย่าลืมคิดค้นเมนูที่ใหม่ และแปลกกว่าเจ้าอื่นๆออกมาขาย เพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้า ที่สำคัญต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าหรืออาหารทุกชิ้นเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากรสชาติอาหารที่ถูกปาก ความสะอาด และสดใหม่ก็จะช่วยทำให้สินค้าดูน่าซื้อมากขึ้น วันนี้หากคุณมีทำเล และเงินทุนพร้อมแล้ว อย่ารีรอ เพราะตลาดอาหารทุกวันนี้ใครเปิดก่อนรวยก่อน