เจาะตลาด YouTube ปั้นคอนเทนท์โตบนโลกออนไลน์ ขายได้อย่างยั่งยืน




การทำธุรกิจในยุคสมัยนี้ ดูจะมีความแตกต่างจากการทำธุรกิจในช่วงที่ผ่านๆมา บางคนอาจต้องลืมขั้นตอนในอดีตแล้วเริ่มเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆถึงจะอยู่รอดได้ SCB  SME พาคุณมาอัพเดทเรื่องราวการทำการตลาด และการทำธุรกิจใหม่ๆผ่านช่องทางออนไลน์โดยคุณสมบูรณ์   อุดมวัจนศักดิ์ หรือ คุณไจ๋ ผู้เชี่ยวชาญด้าน YouTube ที่จะลบความความคุ้นเคยเดิมๆให้คุณสามารถเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และความเป็นจริงในโลกดิจิตอลปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น และมันจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณได้อย่างไร

Hi-Light :
  • “อย่าลืมวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายทุกครั้งก่อนทำคอนเท็นท์” Generation Z ใช้งานเว็บไซต์ YouTube มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆถึง 99% Generation Y ใช้ YouTube มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆสูงสุดถึง 98% Generation X ใช้ Line เพื่อติดต่อสื่อสารถึง 97%
  • “ผู้ประกอบการควรรู้เทรนด์ เพื่อปรับธุรกิจให้เข้ากับกระแสสังคม” เทรนด์ที่1 รูปแบบของการนำเสนอคอนเท็นท์ในปีหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เทรนด์ที่ 2 ผู้บริโภคเชื่อรีวิวและคำบอกเล่ามากกว่าโฆษณา เทรนด์ที่ 3 ต้องมีคอนเท็นท์ที่จะเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เทรนด์ที่ 4 รวมทุกมีเดียเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างตัวตนของแบรนด์ เทรนด์ที่ 5 Live Video เทรนด์ที่ 6 YouTube เทรนด์ที่ 7 Interactive Visual Content กำลังจะมา
  • “5 เทคนิค ทำ Brand Storytelling ให้ประสบความสำเร็จ” 1. เลิกขายของแบบ Hard Sale  2. จริงใจในการนำเสนอ  3. เนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกับคนดู 4. คอนเท็นท์ต้องมีประโยชน์ 5. ดูแล้วต้องดีต่อใจ
ปัจจุบันคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก (สถิติอ้างอิงจาก Google ) คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือกว่า 4.2 ชม./วัน ถือว่าเป็นการใช้เวลาบนมือถือที่สูงที่สุด คำถามคือแล้วคนเหล่านี้จะเอาเวลาที่ไหนไปเห็นโฆษณาของเรา? เพราะฉะนั้นการที่ผู้ประกอบการหรือผลิตภัณฑ์จะมีตัวตนอยู่ในอินเตอร์เน็ตจึงดูเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะอยู่บนโลกออนไลน์อย่างไรให้นาน ให้ขายดี ให้มีคนพูดถึง นั่นคือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และปรับตัว

“อย่าลืมวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายทุกครั้งก่อนทำคอนเทนท์”
สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการทำการตลาดออนไลน์ คงจะรู้จักช่องทางโซเชียลมีเดียที่เราเห็นผ่านตากันอยู่ทุกวัน อาทิ Facebook , YouTube , Instagram , Twitter , Line ช่องทางเหล่านี้มักถูกนำมาใช้ในการโฆษณาสินค้า สร้างแบรนด์  และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แต่ก่อนที่จะทำคอนเทนท์ลงมีเดียเหล่านี้ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร เพราะแต่ละวัย แต่ละช่วงอายุ จะใช้โซเชียลมีเดียในการรับข่าวสารข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งช่วงอายุของคนต่อการใช้โซเชียลมีเดียได้ ดังนี้
  • Generation Z หรือ กลุ่มคนที่เกิดหลัง ค.ศ. 1995 จะเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ YouTube ดูหนังหรือการ์ตูนผ่าน YouTube ตั้งแต่ยังเด็ก ฉะนั้นจึงคุ้นเคยกับ YouTube เป็นอย่างดี  ทำให้มีเปอร์เซ็นการใช้งานเว็บไซต์ YouTube มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆถึง 99% รองลงมาคือ Facebook 97% และ Line 88% โดยใช้เวลาเข้า YouTube เฉลี่ยประมาณ 3 ชม./วัน
  • Generation Y หรือกลุ่มคนที่เกิดช่วงค.ศ. 1980 เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน  และยังคงใช้ YouTube มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆสูงสุดถึง 98% รองลงมาเป็น Line 97% และ Facebook 97%
  • Generation X  หรือกลุ่มคนที่เกิดช่วงค.ศ. 1965 คนกลุ่มนี้จะโตมาในช่วงก่อนมีอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่ได้ชอบเล่นอินเตอร์เน็ตมากนัก แต่มักจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น จึงมักใช้ Line เพื่อติดต่อสื่อสารกับกลุ่มคนที่ตัวเองคุ้นเคยมากที่สุดถึง 97% และใช้Facebookในการมีปฏิสัมพันธ์และบอกให้เพื่อนๆรู้สิ่งที่ตัวเองทำ
  • Generation B (Baby boomers) หรือกลุ่มคนที่เกิดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ใหญ่ที่เริ่มเข้ามาใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังนิยมใช้เพื่อพูดคุย พบปะกับเพื่อน  ผ่าน Line มากที่สุด รองลงมาคือ Facebook และ YouTube เป็นอันดับสุดท้าย
“ผู้ประกอบการควรรู้เทรนด์ (Content marketing trends) เพื่อปรับธุรกิจให้เข้ากับกระแสสังคม”
ผลการสำรวจจากนักการตลาดบ่งบอกว่าการใช้ Content Marketing ในปีนี้ได้ผลมากกว่าปีที่แล้วถึง 60% และมีแนวโน้มว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นจากเดิม ทั้งนี้การจะทำ Content Marketing ให้โดนใจลูกค้า จำเป็นต้องดูความต้องการหรือเทรนด์ของลูกค้าในขณะนั้น ซึ่งคุณไจ๋ได้นำข้อมูล 7 เทรนด์ที่กำลังมาแรงในปีหน้ามาแชร์ให้ฟัง ดังนี้
เทรนด์ที่1 รูปแบบของการนำเสนอคอนเทนท์ในปีหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลองกลับมามองดูปัจจุบันคนทำ Content Marketing จะโพสต์อะไรก็ได้ เพื่อขายของบนโซเชียลมีเดีย บางรายโพสต์ขายสินค้าอย่างเดียว แต่ในปีหน้าจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะลูกค้าไม่ต้องการดูแค่รูปสินค้า หรืออ่านข้อมูลขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการดูหรืออ่านสิ่งที่ตัวเองสนใจ ตัวอย่างของการทำคอนเท็นท์ที่ดี มีเรื่องราว และไม่ขายของจนเกินไป จะเป็นมิวสิควีดีโอของไอศกรีมยี่ห้อหนึ่ง จุดประสงค์คือการขายผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มวัยรุ่น แต่ทำวีดีโอเน้นสื่อให้เห็นความน่ารักของความรักวัยหนุ่มสาว แล้ว tie-in สินค้าเข้าไปบางช่วง ทำให้คนดูไม่รู้สึกว่าโดนขายของ กลับทำให้รู้สึกดีกับแบรนด์มากขึ้น ซึ่งวีดีโอตัวนี้มียอดวิวสูงถึง 7 ล้านวิว แถมยังมีคอมเม้นที่เป็นด้านบวกกับวีดีโอและแบรนด์ ซึ่งการทำ Content Marketing ในรูปแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเลยในทันที  หลายๆแบรนด์ใหญ่ๆเองยังจำเป็นต้องอาศัยเวลา เรียนรู้ เพื่อทำให้เกิดคอนเท็นท์ที่ดีและโดนใจผู้บริโภคได้ ดังนั้นปีหน้าถึงเวลาแล้วที่เจ้าของแบรนด์ เจ้าของช่อง YouTube เจ้าของแฟนเพจ จะหันมาทำ Brand Storytelling ให้มากขึ้นกว่าเดิม
เทคนิคการทำ Brand storytelling ให้ประสบความสำเร็จ มีด้วยกัน 5 ข้อดังนี้
  1. เลิกโฆษณาขายของเพียงอย่างเดียวในลักษณะที่ทำให้คนดูรำคาญ พยายามทำโฆษณาที่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าโฆษณาขายสินค้าโดยตรง
  2. ต้องจริงใจในการนำเสนอ เน้นการนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่มาของผลิตภัณฑ์ ความตั้งใจในการทำสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อผู้บริโภค แทนการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
  3. เนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกับคนดู หากต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้องหามุมที่ผลิตภัณฑ์มีประโยชน์และเกี่ยวกับชีวิตของผู้บริโภคมากที่สุด
  4. คอนเท็นท์ต้องมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เช่น บอกเล่าเทคนิคที่ทำให้สินค้าขายดี บอกเล่าวิธีทำให้คนรัก
  5.  คอนเท็นท์ต้องดีต่อใจ ต้องทำให้คนดูแล้วรู้สึกประทับใจ และรู้สึกดีต่อแบรนด์
เทรนด์ที่ 2 ผู้บริโภค เชื่อรีวิวและคำบอกเล่ามากกว่าโฆษณา ปัจจุบันลูกค้ามักจะเหนื่อยหน่ายกับการดูโฆษณา คนจะหันมาดู YouTube มากขึ้นและดูทีวีน้อยลง เพราะไม่อยากถูกยัดเยียดโฆษณาบนทีวี ทำให้อัตราการดูทีวีน้อยลง คนเริ่มหันมาดูรายการย้อนหลังทาง YouTube มากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงโฆษณา แนวโน้มของผู้บริโภคมักจะสนใจคำพูดบอกต่อเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และรีวิวสินค้ามากขึ้น
เทรนด์ที่ 3 ต้องมีคอนเท็นท์ที่จะเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในแต่ละกระบวนการตัดสินใจซื้อจะมีสิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อที่ต่างกัน  ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มคนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าออกเป็น 3 ช่วง ได้ดังนี้ ช่วงที่1 เป็นช่วงที่สร้างการรับรู้แบรนด์ ลูกค้าอาจเห็นผลิตภัณฑ์จากสื่อต่างๆ โดยบังเอิญ ฉะนั้นควรเน้นไปที่การรีวิวสินค้า เพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อ ช่วงที่ 2 การตัดสินใจ เป็นช่วงที่ลูกค้ารับรู้ถึงแบรนด์แล้ว แต่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อสินค้าจากใครดี ลูกค้าจะเริ่มหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจซื้อ อาจมีการหาข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพ และราคากับเจ้าอื่นๆ ตรงนี้ผู้ประกอบการต้องเตรียมคอนเท็นท์ส่วนที่เป็นรายละเอียด อาจมีการรีวิวสินค้าจากผู้ใช้จริง อย่างละเอียด เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาใช้จริงก็รู้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราดีกว่าเจ้าอื่น และช่วงที่ 3 ลูกค้าซื้อสินค้า ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมสำหรับขายผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา
เทรนด์ที่ 4 รวมทุกมีเดียเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างตัวตนของแบรนด์ มีเดียที่ใช้ปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้
  1. มีเดียที่ใช้เงินซื้อ เช่น แบนเนอร์ , Facebook Advertising , YouTube Advertising
  2. มีเดียที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ก็คือเว็บไซต์ของแบรนด์ที่สร้างขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้ใคร
  3. มีเดียที่อาจต้องจ่ายค่าโฆษณาคอนเทนท์หรือสามารถโฆษณาคอนเทนท์ได้ฟรีแล้วแต่ความสมัครใจของผู้ดูแล เช่น เฟสบุ๊คแฟนเพจ , ช่อง YouTube ผู้เป็นเจ้าของไม่ต้องเสียเงินให้ YouTube หรือ Facebook แต่อาจต้องเสียเงินทางอ้อมผ่านการซื้อโฆษณา
เทรนด์ของปีหน้าจะไม่แยกทุกอย่างออกจากกันแบบนี้ แต่จะรวมทุกมีเดียเข้าด้วยกัน ดังนั้นธุรกิจของใครที่ยังแบ่งสัดส่วนแบบนี้อยู่ แบ่งหน้าที่กันทำโดยไม่ได้สื่อสารกัน อาจส่งผลให้ข้อมูลของแบรนด์ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสับสนว่าแบรนด์นี้ขาย หรือบริการอะไร เพราะตัวตนของแบรนด์ไม่ชัดเจน
เทรนด์ที่ 5 Live Video ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่มีการไลฟ์ เฟสบุ๊คจะแจ้งเตือนไปยังผู้ติดตาม ทำให้มีคนเข้ามาดูได้ง่าย และโดยธรรมชาติของมนุษย์มักชอบอะไรที่สด และ เร็ว และมักจะอยากรู้อยากเห็น ทำให้มีคนสดใจในไลฟ์วีดีโอมากขึ้น ที่สำคัญการไลฟ์วีดีโอส่วนใหญ่มักจะมีเปอร์เซ็นในการมองเห็นที่สูง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ
เทรนด์ที่ 6 YouTube เทรนด์คลิปวีดีบน YouTube ที่กำลังจะมาแรงในปีหน้าคงหนีไม่พ้นวีดีโอสไตล์ How to และ Learning Content จากผลการสำรวจพบว่า คนไม่ได้ต้องการฟังเพลงหรือดูหนังผ่านทาง YouTube แต่ต้องการวิธีการเพื่อทำสิ่งที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมาย หากผู้ประกอบการต้องการขายผลิตภัณฑ์ก็ควรที่จะทำคลิปสไตล์ How to ที่ไม่เน้นขายแต่แฝงการ tie-in ผลิตภัณฑ์เล็กน้อย มาลงบน YouTube เพื่อให้คลิปดูไม่เป็นการขายของมากเกินไป
เทรนด์ที่ 7 Interactive Visual Content กำลังจะมา
นั่นคือเทคโนโลยี VR หรือการจำลองสภาพแวดล้อมให้เสมือนจริง ต่อไปแว่น VR จะไม่ได้ถูกนำมาใช้แค่การเล่นเกม แต่จะถูกนำมาใช้ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ เช่น ธุรกิจบ้าน โรงแรม และคอนโด จากเดิมที่เคยให้ลูกค้าดูภาพ หรือวีดีโอธรรมดา ก็จะเปลี่ยนนำเทคโนโลยี VR มาใช้ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพเสมือนจริงมากขึ้น โดยไม่ต้องไปสถานที่จริง

ทำความรู้จักแพลตฟอร์ม YouTube
YouTube Ecosystem จะประกอบด้วยคน 3 กลุ่ม คือ คนดู ผู้ลงโฆษณา และผู้สร้างเนื้อหา ทั้งนี้ผู้สร้างเนื้อหาสามารถสร้างรายได้จากคอนเท็นท์ของตัวเองได้ ซึ่งรายได้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนดูคลิกดูโฆษณาได้ตามเงื่อนไข เช่น ดูโฆษณาครบ 30 วินาที และไม่กดข้ามภายใน 5 วินาที ผู้สร้างเนื้อหาก็จะได้เงินจากผู้ลงโฆษณา นอกจากวีดีโอโฆษณาแล้วยังมี     แบนเนอร์โฆษณาที่จะขึ้นมาให้เห็นบางช่วง ซึ่งผู้สร้างเนื้อหาจะได้เงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกแบนเนอร์ไปยังช่องทางปลายทาง โดย YouTube จะขอแบ่งรายได้จากผู้สร้างเนื้อหา 55% ที่เหลืออีก 45% จะเป็นรายได้ของผู้สร้างเนื้อหา
ซึ่งในปัจจุบันแบรนด์ส่วนใหญ่มักจะเลือกโฆษณาผ่านช่องทาง YouTube เพราะหากผู้ชมไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณาแบรนด์ก็ไม่เสียเงินค่าโฆษณา และโฆษณาเองยังปรากฏให้คนเห็นอยู่เรื่องๆ ถึงไม่ได้ดูก็อาจทำให้คนจดจำแบรนด์ได้บ้าง ขึ้น
ปัจจุบันคนดู YouTube ผ่านช่องทางที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ 46% ดูผ่านคอมพิวเตอร์ 25% ดูผ่านTablet 22% และดูผ่านโทรทัศน์ 4% แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่คนจะดู YouTube ผ่านโทรทัศน์มากขึ้น เพราะสมาร์ททีวีถูกปรับปรุงให้สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น  เพราะฉะนั้นเจ้าของช่องควรระวังเรื่องรายละเอียดของคอนเท็นท์ เช่น ชื่อหัวข้อไม่ควรยาวจนเกินไป ตัวหนังสือไม่ควรเล็กจนเกินไป และ Keyword ที่สำคัญควรจะอยู่ใน 3 บรรทัดแรก

“กลยุทธ์สร้างเนื้อหาบน YouTube ให้โดนใจผู้ชม”
อันดับแรกของการสร้างเนื้อหาบน YouTube ต้องหาจุดยืนของแบรนด์หรือผู้สร้างคอนเทนท์ให้ได้เสียก่อน  จากนั้นนำเสนอคุณค่าที่โดดเด่นและแตกต่างจากช่องอื่นออกมา อย่าลืมเช็คกลุ่มเป้าหมายก่อนทำคอนเทนนท์ เพราะต่อให้เนื้อหาดีแค่ไหนถ้าไม่มีคนสนใจก็ไม่เกิดผล พยายามเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้แคบและตรงที่สุด เพราะการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไปคู่แข่งก็จะเยอะตามไปด้วย
Content 3 ประเภทบท YouTube ที่ควรจะทำ
  1. Content สร้างแรงบันดาลใจ ที่ไม่จำเป็นต้องให้ความรู้ก็ได้ แต่ต้องทำให้ผู้ชมดูแล้วอยากจะทำอะไรบางอย่าง เช่น ดูแล้วอยากทำตาม ดูแล้วอยากช่วยเหลือสังคม ดูแล้วอยากแสดงความรักกับคนในครอบครัว
  2. Content ให้ความรู้ มักจะเป็นคอนเท็นท์จำพวก How to ให้ข้อมูลในการทำสิ่งต่างๆ เป็นเคล็ดลับและวิธีทำที่ผู้ชมสามารถค้นหาเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ มักจะทำเป็นตอนสั้นๆ แบ่งแยกความรู้ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา
  3. Content ที่ให้ความบันเทิง
  4. YouTube ที่สร้างขึ้นไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ควรจะให้ช่อง YouTube มี Content เหล่านี้ครบทุกรูปแบบจึงจะสามารถอยู่ได้ในระยะยาว และมีกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากขึ้น