โลจิสติกส์..เทรดดิ้ง ปรับทัพจับคู่ใหม่ ไปไกลได้กว่าเดิม




          ในยุค 4.0  ที่หลายคนมองว่า คือโอกาสทองของธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มเทรดดิ้ง และโลจิสติกส์รายเล็กๆ ที่เกิดใหม่ขึ้นมาอย่างคึกคักนั้น นั่นอาจกลายเป็นภาพลวงตาของคนที่มองบวกเกินจนขาดความรอบด้าน เพราะอีกด้านหนึ่งแล้ว โอกาสเดียวกันนี้ก็หอมหวนชวนบริษัทข้ามชาติให้อยากเข้ามาตักตวงขุมทองนี้ด้วยเช่นกัน และอาจเป็นบ่อเกิดของความเสี่ยงสำหรับธุรกิจที่ขาดความพร้อมที่จะรับมือกับการแข่งขันในวันหน้า

          SCB SME ได้เชิญคุณ ปิยะนุช สัมฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ จำกัด มาเล่าประสบการณ์ในมุมมองของคนที่เกิดและเติบโตในธุรกิจขนส่งมานานร่วม 47 ปี ซึ่งมีโอกาสได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกมาหลายยุคสมัย นับตั้งแต่โชว์ห่วยมาเป็นโมเดิร์นเทรด จนมาเป็นคอนวีเนียนสโตร์ กระทั่งมาถึงร้านค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าโลจิสติกส์มีบทบาทมากแค่ไหนในแง่ของการเป็นช่องทางจำหน่ายให้กับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหากปล่อยให้บริษัทโลจิสติกส์ข้ามชาติที่มีเงินทุนหนา เข้ามาสร้างฐานอำนาจได้ วันข้างหน้าทั้งเทรดดิ้ง และโลจิสติกส์ไทยก็จะตกอยู่ในสภาพไม่ตายแต่ก็ไม่โต

HIGHLIGHT
  • ในอนาคตคนที่เป็นเจ้าของแอพฯ จะเป็นเจ้าของสินค้าได้ เพราะเห็นข้อมูลหมดทุกอย่าง ซึ่งช่องทางจำหน่ายคือหัวใจของเทรดดิ้ง ดังนั้นเทรดดิ้งและโลจิสติกส์วันนี้ต้องเดินไปคู่กัน
  • ค่าขนส่งเป็นหนึ่งในต้นทุนที่จะส่งผลต่อยอดขาย กำไรเพิ่มขึ้นได้จากการที่ต้นทุนขนส่งลดลง
  • ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงการให้บริษัทขนส่งที่มีความชำนาญมาทำหน้าที่แทนการสร้างทีมงานเพื่อมาดูแลเรื่องการขนส่งเฉพาะย่อมดีกว่า เพราะค่าใช้จ่ายตามจริงส่งมากก็จ่ายมาก ส่งน้อยก็จ่ายน้อย
         “พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นิยมสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดโอกาสสำหรับรายย่อยในการค้าขายบนโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคทองของโลจิสติกส์ไปด้วย มีรายย่อยที่มองเห็นโอกาสเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี และการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อการบริการที่มีคุณภาพได้ จึงเป็นช่องทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามาแข่งขัน

           “ปัจจุบันบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการในไทย หากจัดอันดับตั้งแต่ 1-5 เป็นบริษัทของต่างประเทศ ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า มีระบบการทำงาน และแอพพลิเคชั่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการให้บริการ ซึ่งวันหน้าคนที่เป็นเจ้าของแอพฯ จะเป็นเจ้าของสินค้าได้ เพราะเห็นหมด ใครขายอะไร ยี่ห้ออะไร เป็นยังไง อะไรขายดี มีข้อมูลหมดทุกอย่าง แล้วส่วนตัวมองว่าช่องทางจำหน่าย คือหัวใจของเทรดดิ้ง ดังนั้นเทรดดิ้งและโลจิสติกส์วันนี้ต้องเดินไปคู่กัน”
               การจับมือเดินไปด้วยกันในมุมมองของปิยะนุช คือการปรับทัศนคติของผู้ประกอบการทั้งทางฝั่งเทรดดิ้ง และโลจิสติกส์เอง โดยในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเปรียบเหมือนต้นทุนของผู้ผลิต หรือผู้ค้า ที่หลายคนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มองว่าสามารถประหยัดได้ด้วยการทำเอง หรือเมื่อธุรกิจโตขึ้นมาหน่อยก็ตั้งแผนกขนส่งขึ้นมาดูแลเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วหากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าการจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลจะให้ผลดีกว่ามาก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ธุรกิจโลจิสติกส์ต้องนำไปคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ต้นทุนค่าขนส่งของลูกค้าตนถูกลง และปรับรูปแบบการบริการของตนให้เข้ากับความต้องการของผู้ค้ายุคใหม่
            “ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต คือการหมั่นสังเกตว่าลูกค้าเราต้องการอะไร และทำในสิ่งที่เขาต้องการเสมอ อย่างนิ่มซี่เส็งเราเอง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนกัน เราเติบโตมาจากบริษัทขนส่งทางภาคเหนือ แบรนด์แรกคือ นิ่มซี่เส็ง 1988 วันนี้เราขยายออกมาเป็นอีก 2 แบรนด์เพื่อเปิดให้บริการทั่วประเทศ คือนิ่มเอ็กซ์เพรส ให้บริการส่งทั่วประเทศแบบด่วนๆ เหมือนกับการบริการของไปรษณีย์ อีกแบรนด์คือ นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ รองรับสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละแบรนด์จะเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละเซกเมนต์ ต้องเลือกให้ถูกจึงจะได้ค่าใช้จ่ายที่ถูกและช่วยให้ต้นทุนค่าขนส่งลดลง โดยค่าใช้จ่ายของนิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ กับ นิ่มเอ็กเพรสต่างกันร่วม 40% แต่ละแบรนด์จะถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน
            “ค่าขนส่งเป็นหนึ่งในต้นทุนที่จะส่งผลต่อยอดขาย ผู้ค้าอาจไม่ลดราคาขาย แต่กำไรเพิ่มขึ้นได้จากการที่ต้นทุนขนส่งลดลง ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนจะต้องนั่งคุยกันระหว่างบริษัทขนส่ง กับผู้ผลิต ถ้าไม่ร่วมมือกันก็จะเกิดต้นทุนแฝง ในฐานะที่บริษัทขนส่งอย่างเราอยู่ทางฝั่งต้นทุน ทำให้ต้องคิดอยู่เสมอว่าจะช่วยลูกค้าอย่างไรดี เรามีหุ้นส่วนเป็นผู้ประกอบการขนส่ง มีทีมงานที่จะช่วยดูแลลูกค้าแต่ละราย บริการของนิ่มโลจิสติกส์มีทั้งแพ็คกิ้ง, คลังสินค้า, ให้บริการรถเหมาคัน, ดูแลเรื่องการกระจายสินค้า ลูกค้าต้องการอะไร แค่เอาโจทย์มาให้ เรามีหน้าที่หาโซลูชั่นที่ดีที่สุด ให้คำแนะนำเพื่อให้ลูกค้าเกิดความประหยัด

         “ลูกค้าของเราหลายรายเดิมทีมีแผนกขนส่งของตัวเอง ซึ่งหากเป็นองค์กรขนาดใหญ่จะมี Economic of Scale ที่ทำให้คุ้มกับการขนส่งเอง แต่หากเป็นรายเล็กจำเป็นต้องใช้เรา คุณเป็นผู้ว่าจ้าง เราเป็นคนรับจ้าง อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คุณ เราทำไม่ดี ไม่ถูกใจ คุณตำหนิเราได้ สั่งเราปรับปรุงได้ แต่ถ้าจ้างคนมาเป็นลูกน้อง เขาทำไม่ดีคุณก็ได้รับความเสียหาย แล้วถ้าจะไปว่าเขามากๆ เขาก็ลาออก เพราะไม่อยากอยู่ด้วย คุณก็ไม่มีคนทำงานให้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าปวดหัวกว่าการมาจ้างบริษัทขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญให้มารับผิดชอบไป”
            ปิยะนุชบอกว่าการทำธุรกิจในโลกที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ ผู้ประกอบการควรโฟกัสไปในเรื่องที่มีความถนัด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจมีรายได้ และสร้างการเติบโต ส่วนเรื่องอื่นๆ ควรมอบหมายให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญในเรื่องนั้นๆ จัดการไปจะดีกว่า
           “ในยุคที่การแข่งขันรุนแรง การมีทีมงานเพื่อมาดูแลเรื่องการขนส่งเฉพาะ เป็นต้นทุน fit cost ที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ผู้ประกอบการที่ผลิตรองเท้า จำเป็นต้องส่งสินค้าทั่วประเทศ ถ้าคิดอยากสร้างทีมขนส่งขึ้นมาเอง อาจต้องจ้างผู้จัดการฝ่ายขนส่งขึ้นมาเพื่อติดต่อกับบริษัทขนส่งหลายๆ เจ้า ต้องซื้อรถ จ้างพนักงานขับรถ เด็กขนของ ซึ่งนอกจากเงินเดือน สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วยังต้องมากังวลกับความรับผิดชอบของตัวพนักงานอีก คนรถจะแอบไปวิ่งนอกเส้นทางหรือเปล่า ของส่งตรงส่งครบหรือเปล่า แทนที่จะมากังวลกับปัญหาสารพัดอย่างนี้สู้ให้บริษัทขนส่งที่มีความชำนาญมาทำหน้าที่ในการจัดส่งดีกว่า ซึ่งผู้ผลิตสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทขนส่งได้ด้วย ที่สำคัญส่งมากก็จ่ายมาก ส่งน้อยก็จ่ายน้อย”

          ในมุมมองของปิยะนุช โอกาสเดียวที่จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในยุค 4.0 โตแบบไม่มีสะดุด คือการจับมือไปด้วยกัน เพราะแม้การลงทุนระบบที่ดีมีประสิทธิภาพต้องใช้เงินลงทุนนับร้อยล้านบาท ซึ่งไม่มีธุรกิจเอสเอ็มอีรายใดลงทุนได้ แต่ขณะเดียวกันธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีหลายร้อยราย สามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังในการแข่งขันได้ และในความเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ย่อมมีจุดแข็งในการให้บริการ แม้ยังไม่ใช่จุดแข็งที่เข้มแข็งมากนัก แต่เมื่อบวกเข้ากับการพัฒนาในส่วนที่เป็นจุดอ่อนที่เรามองเห็น ก็จะทำให้เกิดความแข็งแกร่งได้ในที่สุด