ขายของกับต่างชาติ ไม่ให้พลาด และไม่ขาดทุน

31 พฤษภาคม 2560

Highlight :
  • ความเสี่ยงก่อนส่งออกมี 5 ปัจจัยหลักๆ 1.ผู้ซื้อ/ผู้ขาย 2. ธนาคารระหว่างประเทศ 3. การเมือง 4. อัตราแลกเปลี่ยน 5. การขนส่ง/การประกันภัย ทั้งหมดมีผลกระทบและรายละเอียดที่ผู้ขายต้องศึกษาให้ดี
  • การชำระเงินล่วงหน้า ก่อนส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ขาย เพราะได้เงินมาก่อน แต่กลับเป็นฝั่งผู้ซื้อเองที่มีความเสี่ยงแทน
  • เปิดบัญชีระหว่างกัน ผู้ซื้อวินแต่ผู้ขายลำบากใจ ในกรณีผู้ซื้อไม่อยากจ่ายเงินก่อน จึงใช้การดีลว่าขอสินค้ามาถึงมือ แล้วค่อยจ่ายเงินในระยะเวลาตามที่ตกลงกัน แต่ผู้ขายก็จะต้องเสี่ยงให้ของไปทั้งที่ยังไม่ได้เงิน
  • ตั๋วเรียกเก็บ ใช้ธนาคารเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ซื้อต้องนำเงินมาจ่ายที่ธนาคารก่อนได้ใบออกสินค้า เป็นอีกวิธีที่รัดกุม แต่ก็เสี่ยงว่าผู้ซื้อจะไม่มารับใบรับของและจ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้
  • ตราสารหรือหนังสือรับรองเครดิตที่ออกให้โดยธนาคาร ผู้ซื้อจะไปขอเครดิตนี้กับธนาคาร เมื่อมีสินค้าส่งมาครบตามข้อตกลง เราค่อยจ่ายเงินให้ผู้ขายไป ความเสี่ยงแทบจะไม่มีหากเลือกใช้ธนาคารที่มีความแข็งแกร่ง และเลือกเจรจากับประเทศที่มีความมั่นคง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ขายและผู้ซื้อก็ได้สินค้าครบถ้วนตามข้อตกลง
  • เมื่อค่าเงินบาทผันผวน ควรจองค่าเงินล่วงหน้ากับธนาคารเอาไว้ เพื่อเวลาเราส่งสินค้าออกไป หรือนำเข้าสินค้าเข้ามา จะได้อุ่นใจว่าในระยะเวลาอีกหลายเดือน ที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขึ้นลงนั้น เราจะยังได้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราวันที่ทำการจองค่าเงิน ลดความเสี่ยงไปได้มาก
การค้าขายกับต่างประเทศ ไม่ใช่แค่หาบริษัท Shipping และหาช่องทางการรับเงินได้แล้วทุกอย่างจะจบ แต่จริงๆ แล้วมีความละเอียดอ่อนพอสมควร ถ้าเราปูพื้นฐานตรงนี้ให้แน่น ก็จะช่วยให้การขายสินค้าของเราราบรื่นขึ้น ลดปัญหาจุกจิกน้อยลง ซึ่งความรู้และรายละเอียดการค้าขายกับต่างชาตินี้ ถูกนำมาพูดในงานสัมมนา “อินไซด์ดีๆ ตอบโจทย์ธุรกิจ ออนไลน์ ครบวงจร” โดยมี “คุณชุนนีล ทาดานี” Senior Vice President, SME New Business Partner Division, SME Segment Function ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) มาแบ่งปันความรู้ให้นักธุรกิจ SME เพื่อจะได้ต่อยอดขยายตลาดไปนอกประเทศอย่างมั่นใจขึ้น งานนี้จัดขึ้นโดย เร้ดดี้แพลนเน็ต, SCB SME, DHL และ PayPal ทั้งสี่พันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมมือกัน เพราะอยากเห็นนักธุรกิจไทย ขยายตลาดไปทั่วโลก 
 
รู้จักความเสี่ยงก่อนส่งออก
เหตุปัจจัยของการทำการค้าส่งออกมีหลายสิ่งที่น่าเสี่ยง แบ่งออกเป็น 5 เรื่องหลักๆ คือ 1. ผู้ซื้อ/ผู้ขาย ในการซื้อขาย อาจไม่เป็นไปตามข้อตกลง เช่น ส่งสินค้าล่าช้า ได้เงินไม่ตรงตามสัญญา หรือได้ของไม่ถูกต้องตามที่สั่ง 2. ธนาคารระหว่างประเทศ เราไม่อาจแน่ใจว่าธนาคารบางแห่งมีความมั่นคงขนาดไหน จากข่าวที่เคยได้ยินกันมา ธนาคารใหญ่ๆ บางประเทศถูกปิดตัวลงอย่างง่ายดายเพียงชั่วข้ามคืน ก็ถือเป็นความเสี่ยงของผู้ค้าขาย 3. การเมือง บางประเทศมีปัญหาการเมือง ถูกแซงชั่น สหรัฐฯคว่ำบาตร จึงมีหลายๆ ประเทศที่เราทำธุรกรรมด้วยไม่ได้หรือใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยได้ การค้าขายอาจเกิดการติดขัด 4. อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ด้วยค่าเงินที่ผันผวนไปมา ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนก็มีผลกับกำไรและขาดทุนในธุรกิจของเรา 5. การขนส่ง/การประกันภัย ในการส่งสินค้าอาจเกิดการสูญหาย เกิดความล่าช้า ของเดินทางไม่ทันตามกำหนด มีค่าขนส่งคุ้มไหม แข่งขันได้ไหม ประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงอะไรบ้าง นี่ก็ถือเป็นความเสี่ยงในการส่งออก แต่ธนาคารใหญ่ๆ ก็พร้อมจะอุดรอยรั่วและช่วยเหลือปัญหาตรงนี้
 
การชำระเงินล่วงหน้า ผู้ขายวินแต่ผู้ซื้ออาจไม่ชอบใจ
วิธี Advance Payment นี้ ในฐานะผู้ขายเราอยากได้เงินก่อน ซึ่งวิธีการให้ผู้ซื้อชำระเงินล่วงหน้ามา ทำให้เราสามารถนำเงินไปชำระค่าสินค้า ก่อนจะส่งของไปให้ยังผู้ซื้อ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นการซื้อสินค้าตัวอย่าง หรือชำระเงินแค่บางส่วนของสินค้า เช่น เครื่องจักร เป็นต้น วิธีการนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ซื้อมากกว่า แต่จะเป็นผลดีกับผู้ขายเองเนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ แต่ผู้ซื้อบางเจ้าก็ไม่ยอมใช้วิธีนี้
 
เปิดบัญชีระหว่างกัน ผู้ซื้อวินแต่ผู้ขายลำบากใจ
การเปิดบัญชีระหว่างกัน (Open Account) เป็นการหาจุดร่วมตรงกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะผู้ซื้อบางเจ้าไม่อยากเสี่ยงชำระเงินล่วงหน้าก่อน การเลือกใช้วิธีนี้น่าจะเหมาะที่สุด โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสร้างข้อตกลงขึ้นมาว่า หลังจากผู้ขายส่งของไปให้แล้ว ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินตามกำหนดเวลา เช่น 30 วัน, 60 วัน, 90 วัน หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายตกลงกันไว้ ส่วนใหญ่จะใช้กับการซื้อขายกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ แต่วิธีการนี้ ผู้ขายจะแบกรับความเสี่ยงมากกว่า เพราะส่งของไปก่อนรับเงิน เป็นไปได้ว่าผู้ซื้ออาจปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยอ้างว่าสินค้ามีปัญหาจึงไม่สามารถชำระเงินให้ได้
 
ตั๋วเรียกเก็บ ใช้ธนาคารเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
อยู่ในมือ ซึ่งผู้ซื้อต้องใช้เอกสารชิ้นนี้เพื่อไปออกสินค้าออกจากท่าเรือ วิธีการตั๋วเรียกเก็บ คือ การที่ผู้ขายส่งใบออกสินค้าผ่านธนาคารของตัวเองไปยังธนาคารผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็จะต้องไปจ่ายเงินกับธนาคารในประเทศตัวเอง ถึงจะรับใบนี้เพื่อไปนำสินค้าออกจากท่าเรือได้ ธนาคารทั้งสองฝั่งเป็นสื่อกลางส่งเอกสารระหว่างกัน ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินให้ธนาคารของตัวเองเพื่อนำเอกสารออกไปรับสินค้า อย่างไรก็ตามหากผู้ซื้อไม่มารับเอกสารนี้และไม่มาจ่ายเงิน ผู้ขายอย่างเราก็ทำอะไรไม่ได้ วิธีการนี้จึงเหมาะจะทำการค้ากับคู่ค้าที่ผู้ขายมีความเชื่อมั่น
 
ตราสารหรือหนังสือรับรองเครดิต ที่ออกให้โดยธนาคาร
Documentary Letter of Credit เมื่อผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าจากผู้ขายอีกประเทศ ผู้ซื้อจะไปที่ธนาคารของตนเพื่อให้ธนาคารเปิดตราสารเพื่อรับรองการจ่ายเงิน โดยตราสารที่ออกโดยธนาคารของผู้ซื้อจะมีการระบุเงื่อนไขต่างๆ เช่น ประเภทสินค้า ราคา จำนวน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ฯลฯ ธนาคารของผู้ซื้อจะส่งตราสารดังกล่าวให้กับธนาคารผู้ขาย เมื่อธนาคารผู้ขายได้รับตราสารก็จะส่งมอบให้ผู้ขาย เมื่อผู้ขายได้รับตราสาร และตรวจสอบเงื่อนไขในตราสารว่าเป็นไปตามข้อตกลง ผู้ขายสามารถทำการส่งสินค้า และนำส่งเอกสารการส่งสินค้าทั้งหมดเรียกเก็บเงินผ่านธนาคารของตน ธนาคารของผู้ขายจะส่งเอกสารดังกล่าวให้กับธนาคารของผู้ซื้อเพื่อเรียกเก็บเงิน หากเงื่อนไขถูกต้องตามเอกสาร ธนาคารผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระเงินให้กับผู้ขายโดยผ่านธนาคาร อย่างไรก็ตามผู้ขายควรตรวจสอบความเสี่ยงของธนาคาร และประเทศของผู้ซื้อเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะธนาคาร และ/หรือ ประเทศที่ออกตราสารมีความไม่มั่นคง
 
เมื่อค่าเงินบาทผันผวน จองค่าเงินล่วงหน้าไว้สิ
ความปวดใจของคนทำสินค้านำเข้า-ส่งออก คือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ผันผวนขึ้นลงไปตามกลไกตลาดโลกและเศรษฐกิจประเทศ บางเจ้าส่งของออกไปแล้ว แต่ต้องรอผู้ซื้อชำระเงิน 30 วัน, 60 วัน, 90 วัน หรือมากกว่า (ตามเครดิตเทอมที่ตกลง