การส่งออก กับเกมส์ที่เปลี่ยนไป

29 มิถุนายน 2559

การก้าวสู่ยุคการค้าไร้พรมแดน เป็นโอกาสธุรกิจที่เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้ส่งออก โดยเฉพาะการลดกำแพงภาษีจนเหลือ 0% อย่างไรก็ตามการลดกำแพงภาษี กลับผลักดันให้เกิดการใช้เครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้า (NTB : Non-Tariff Barriers) จึงเป็นภาระหน้าที่ของผู้ส่งออกที่ต้องทำความเข้าใจกับกติกาที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาโอกาสในการส่งออก
 
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุคของความร่วมมือทางการค้า ลดกำแพงภาษีระหว่างกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการค้าเสรีมากยิ่งขึ้น  แต่ภายในระบบการค้าเสรี และกำแพงภาษี 0% นั้น หลายประเทศกลับสร้างเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีขึ้น เพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศ

เครื่องมือเพื่อกีดกันทางการค้าเป็นสัญญาที่เตือนผู้ประกอบการส่งออกว่า การค้าในยุคต่อไปจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะผู้ส่งออกต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barrier มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
 
ปัจจุบันมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี  ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องธุรกิจภายในประเทศ ในยุคที่โลกการค้ากำลังมุ่งสู่การลดกำแพงภาษีให้เหลือน้อยที่สุด
 
มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี แบ่งออกได้เป็น 8 กลุ่มหลักๆ

1. มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) ประเทศผู้นำเข้าเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติ โดยอ้างว่ามีการทุ่มตลาดจากบริษัทผู้ส่งออกมายังประเทศผู้นำเข้า

2.มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counter-Vailing Duty : CVD) ประเทศผู้นำเข้าเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุนเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติโดยอ้างว่า สินค้านำเข้าได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศที่ผลิตสินค้านั้นๆ

3. มาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) ประเทศผู้นำเข้าเก็บอากรปกป้องเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติได้ โดยอ้างว่ามีการนำเข้าที่ผิดปกติ ทั้งในรูปของการนำเข้ามาของสินค้าในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือมีการนำเข้ามาในราคาที่ต่ำกว่าปกติ

4. มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary : SPS) การใช้มาตรฐานเรื่อง SPS ที่สูงมาก จนเป็นอุปสรรคต่อสินค้านำเข้าในเชิงพาณิชย์

5. มาตรการอุปสรรคเทคนิคทางการค้า (Technical Barrier to Trade :TBT) กำหนดมาตรฐานทางการค้า เช่น การกำหนดการติดฉลาก และบรรจุภัณฑ์ที่สูงมาก จนเป็นอุปสรรคต่อสินค้านำเข้าในเชิงพาณิชย์

6. มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น นำเรื่อง ปัญหาโลกร้อน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มาเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า

7. มาตรการด้านแรงงาน เช่น สินค้านำเข้า ต้องไม่ได้ผลิตโดยเด็กหรือนักโทษ เป็นต้น

8. NTB รูปแบบอื่นๆ เช่น การจัดซื้อโดยรัฐ การผูกขาดการนำเข้า การกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น
 
มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของกติกาการค้าโลกในยุคต่อไป การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันนั้นแม้จะเป็นโอกาสที่ดีของกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่า กลุ่มประเทศอาเซียนมีการกำหนด มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของมูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศ
 
มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ยังเป็นอุปสรรคที่ผู้ส่งออกจะต้องเผชิญ ฉะนั้นผู้ส่งออกจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ส่งออกในยุคต่อไปจะต้องทำการบ้าน และมีความรู้ที่มากขึ้นกว่า การส่งออกปกติ
 
ต่อไปนี้เป็นแนวทางบางส่วนที่สามารถช่วยให้ผู้ส่งออกปรับตัวเพื่อรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ที่เกิดขึ้นได้
 
องค์ความรู้ใหม่ของผู้ประกอบการ
โลกการค้ายุคใหม่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมากที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งองค์ความรู้เหล่านั้น สามารถหาอ่านได้จากอินเทอร์เน็ต หนังสือ หรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ การเติมเต็มองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ผู้ประกอบการ สามารถก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกใหม่ ได้อย่างทันท่วงที
 
ทัศนคติใหม่ของผู้ประกอบการ
องค์ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ แต่สำคัญกว่านั้น คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับกติกาการค้าใหม่อยู่เสมอ กฎ กติกา ในโลกการค้ายุคใหม่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทัศนคติ และความเคยชิน ที่อยู่กับการค้าการส่งออกแบบเดิมๆ กติกาเดิมๆ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการสูญเสียตลาด และโอกาสในการส่งออกไปเรื่อยๆ  ฉะนั้นการปรับตัวให้ทัน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการค้าในยุคต่อไป
 
บทบาทใหม่ของผู้ประกอบการ
ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี จะเป็นแรงกดดันใหม่ให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามทุกการปรับตัวหมายถึง ต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นคำถามที่ย้อนกลับมายังผู้ประกอบการว่า การปรับตัวดังกล่าวคุ้มค่าหรือไม่
 
การรวมกลุ่มผู้ประกอบการและผู้ค้าที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ให้คำปรึกษา และเพิ่มอำนาจในการต่อรอง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการในยุคหน้า เพื่อให้การปรับตัวของผู้ประกอบการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับกติกาการค้าที่เปลี่ยนไป
 
กล่าวโดยสรุปแล้ว  มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เหนือวิสัยของการแก้ไข เพียงแต่ผู้ประกอบการส่งออกในยุคต่อไป คงจะทำธุรกิจแบบนิ่งเฉยไม่ได้อีกแล้ว องค์ความรู้ และการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการส่งออกทุกรายต้องทำ

Non-Tariff Barriers

ตัวอย่างมาตรการที่มิใช่ภาษีในอาเซียนที่มีผลกระทบต่อธุรกิจไทย
 
ประเทศ สินค้า รายละเอียด มีผลบังคับใช้
มาเลเซีย สินค้า ICT แบบไฮบริด
  • สินค้า ICT แบบไฮบริด 28 รายการต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจาก Malaysian Communications and Multimedia Commission(MCMC) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์ ของเล่น และคอมพิวเตอร์
1 ต.ค. 2558
อาหาร
  • ต้องได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาลกับหน่วยงานของมาเลเซีย (JABATAN KEMAJUAN ISLAM MALAYSIA : JAKIM)
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  • ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก Energy Commission ของมาเลเซีย
 อินโดนีเซีย  ผ้าผืน
  • เพิ่มเติมรายการสินค้าผ้าผืนที่ต้องขอใบอนุญาตนำเข้า
25 ต.ค. 2558
 ผัก/ผลไม้
  • ผักและผลไม้จำนวน 47 รายการต้องนำเข้าจากแหล่งเพาะปลูกที่ปลอดจากการแพร่เชื้อของแมลงวันผลไม้ และศัตรูพืช และมีใบรับรองปลอดโรคพืชที่ปลอดจากแมลงวันผลไม้
  • ผักและผลไม้สดนำเข้าได้ 4 จุด คือ ท่าเรือ 3 แห่ง และสนามบิน 1 แห่ง (จากเดิม 8 แห่ง) แต่หากนำเข้าจากแหล่งที่ปลอดจากจากการแพร่ของศัตรู/โรคพืช หรือจากประเทศที่ได้รับการรับรองระบบความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety Recognition System) สามารถผ่านจุดนำเข้าได้ทุกจุด
19 มิ.ย. 2555
 เวียดนาม  สินค้าพืช
  •  ต้องแสดงใบรับรองสุขอนามัยด้านอาหาร
  • ประเทศผู้ส่งออกสินค้าจากพืชต้องผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งสินค้าพืชตามรายการใน Circular
  • สินค้านำเข้าจำนวนร้อยละ 10 – 100 ของแต่ละ shipments จะถูกนำไปตรวจสอบขึ้นกับระดับความเสี่ยง และไม่มีการยกเว้นแม้ว่าสินค้าจะนำเข้าจากประเทศที่มีคุณสมบัติด้านสุขอนามัยเป็นไปตามที่หน่วยงานที่มีอำนาจของเวียดนามกำหนดไว้แล้วก็ตาม
1 ก.ค. 2554
 สิงคโปร์  เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Mark) ก่อนวางจำหน่าย
ที่มา: WTO และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ