2560 การค้าชายแดนปรับตัว

15 ธันวาคม 2559

การชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าชายแดนในปี 2559 เป็นสัญญาณว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงของการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคจะลดลง สินค้าวัตถุดิบจะดีขึ้น และต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด
 
นับแต่ต้นปี 2559 ที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั้น ภาพรวมการส่งออกและการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็กำลังเข้าสู่ระยะของความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
 
หากย้อนกลับไปในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าการค้าชายแดนของไทยมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละประมาณ10% ทุกปี โดยสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
 
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรงวงพาณิชย์ ระบุว่า สถานการณ์การค้าชายแดน ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา) มีการเติบโตและมีความสำคัญเพิ่มขึ้นทุกปี โดย 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552 – 2556) มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่ลดลง โดยเฉลี่ยเติบโตที่ 10.23% ต่อปี โดยในปี 2556 มีมูลค่า 924,237.06 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2555 เพิ่มขึ้น 1.51% คิดเป็นสัดส่วน 69.33% และ 6.34% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และไทย กับ โลกตามลำดับ
 
ส่วนปี 2557 ที่ผ่านมาการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีมูลค่าการค้ารวม 987,572.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.85% โดยเป็นการส่งออก 589,662.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.26% และเป็นการนำเข้า 397,909.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.30% ไทยยังคงเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องที่ 191,752.36 ล้านบาท โดยมาเลเซียเป็นตลาดสำคัญที่มีมูลค่าการค้าชายแดนกับไทยสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 51% ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมาได้แก่ เมียนมา (22%) สปป.ลาว (15%) และกัมพูชา (12%)
 
นับตั้งแต่ปี 2553 ที่กลุ่มประเทศ CLMV ทยอยเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) บทบาทของประเทศ CLMV ก็ทวีความสำคัญมากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังตลาด CLMV ช่วงตั้งแต่ปี 2553-2558 ขยายตัวโดยเฉลี่ย 10.3% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังกลุ่ม CLMV เติบโตขึ้นจาก 6.4% ในปี 2553 เป็น 10.4% ในปี 2558 เช่นเดียวกัน ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดดังกล่าวต่อภาพรวมการส่งออกของไทยที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
 
ทั้งนี้ ด้วยความเชื่อมโยงทางกายภาพและวัฒนธรรม ทำให้สินค้าส่งออกจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ขณะที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของกลุ่ม CLMV และการเป็นฐานการผลิตร่วมกันภายในภูมิภาค ก็ส่งผลให้สินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลาง กลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทยไปยังภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกัน โดยหากพิจารณาจากโครงสร้างสินค้าออกของไทย จะพบว่า น้ำมันสำเร็จรูปเป็นสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาจะเป็นรถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องดื่ม เหล็ก และเคมีภัณฑ์ ตามลำดับ
 
อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2559 ระบุว่า การค้าชายแดนมีแนวโน้มการปรับตัวที่น่าสนใจ โดยตัวเลขการค้าชายแดนขยายตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และคาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนในปี 2559 จะขยายตัวติดลบเป็นครั้งแรก
 
กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกของไทยไปยังตลาด CLMV ที่หดตัวลงถึงร้อยละ 3.8 (YoY) ในช่วงครึ่งแรก ซึ่งนั่นทำให้เกิดคำถามถึงศักยภาพของตลาด CLMV ในการจะช่วยผลักดันให้การส่งออกของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต สอดคล้องไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในภูมิภาค และคาดว่าตัวเลขก่อนส่งไป CLMV ในปี 2559 จะลดลง 2.5% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 21,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
การหดตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ด้าน นั่นคือ การปรับตัวลงของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าสำคัญอย่างหนึ่งในการค้าชายแดน ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดการผลิตสินค้าขึ้นใช้และจำหน่ายในประเทศ ส่งผลให้การนำเข้าผ่านชายแดนลดลง
 
อย่างไรก็ดี สำหรับในระยะต่อไป ยังคงต้องจับตาการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้างไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เช่นการผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มไปเมียนมา ทำให้การส่งออกเครื่องดื่มไปเมียนมาหดตัวลง รวมถึงการขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมบางอย่างไปที่ CLMV เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ใน สปป.ลาว และอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในเวียดนาม เป็นต้น
 
ผลดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการลดลงของการนำเข้า และต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนใน CLMV อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามภายใต้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังมีโอกาสที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ตามกำลังซื้อของคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น
 
ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของอุตสาหกรรมด้านการผลิตนั้น ทำให้เกิดความต้องการวัตถุดิบในการผลิตเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบ
 
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมแล้ว เชื่อว่าในปี 2560 จะเป็นปีที่การค้าชายแดนจะเริ่มปรับตัว โดยสินค้าส่งออกเดิมแม้จะมีการส่งออกที่ลดลง แต่ยังคงส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีความต้องการสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าไลฟ์สไตล์ ขณะที่การส่งออกวัตถุดิบจะเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้ประกอบการจึงจะต้องปรับตัวให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น