Cloud Storage จัดการข้อมูลต่อยอดความสำเร็จ SME

26 กันยายน 2559

สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจออนไลน์ คงจะพอคุ้นเคยกับคำว่า Cloud Storage ที่มีมานาน จนกลายเป็นรูปแบบธุรกิจ และบริการต่างๆ มากมายในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็ใช้งานอยู่ เพียงแต่อาจจะไม่รู้ตัวหรืออาจเป็นแค่บริการส่วนหนึ่งในโลกออนไลน์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง อย่างเช่น การเก็บงานไว้บน Google Drive หรือ Dropbox ด้วยพื้นที่ฟรี (ในบางกรณี) ที่ให้คุณเลือกโยนไฟล์ขึ้นไปจัดเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง ด้วยการกระจายข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ถึงเวลาที่คุณต้องการ ก็สามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กหรือสมาร์ทโฟนและสิ่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้ได้ทันที ด้วยข้อดีนานับประการ จึงทำให้ Cloud Storage ได้รับความนิยมมากขึ้น
 
โดยสาเหตุหลักที่ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกใช้ Cloud Storage มาแทนการเก็บข้อมูลในแบบพื้นฐาน เช่น ฮาร์ดดิสก์หรือระบบ Storage ทั่วไปก็คือ ส่วนหนึ่งให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอันดับต้นๆ เพราะอย่าลืมว่าการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันทั่วไป มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายจากอุบัติภัย ความประมาทหรือการโจรกรรม ล้วนแต่มีโอกาสทำให้ไฟล์ข้อมูลสำคัญเกิดความเสียหาย ซึ่งบางครั้งไม่สามารถทำขึ้นใหม่หรือกู้คืนกลับมาได้ แต่ Cloud Storage ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีการเข้ารหัส และตรวจสอบดูแลความปลอดภัยในทุกขั้นตอน โอกาสที่เซิร์ฟเวอร์ที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ล่มจึงเกิดได้ยากถึงยากมาก Cloud Storage จึงเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัย และสามารถวางใจได้มากกว่าการเก็บข้อมูลไว้บนอุปกรณ์พื้นฐานทั่วไป
 
นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่นๆ ที่น่าสนใจในการใช้งาน Cloud Storage โดยเฉพาะการใช้งานในองค์กรหรือการต่อยอดธุรกิจ เพราะด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นของระบบ Cloud จึงเหมาะกับการนำมาใช้ในองค์กร ที่สามารถปรับเปลี่ยน เพิ่มหรือลดขนาดและอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นซีพียู แรม ฮาร์ดดิสก์หรือการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หรือ เอสเอ็มอี หากมีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ผลกำไรก็ย่อมเพิ่มขึ้น  และถ้าคิดถึงในแง่ความปลอดภัยของข้อมูลที่ระบบ Cloud มีความแข็งแกร่ง วางใจได้มากกว่า และโอกาสที่จะถูกเจาะเข้าระบบทำได้ยากกว่าบนโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยความปลอดภัยในระดับเซิร์ฟเวอร์องค์กร
 
แต่ที่สำคัญก็คือ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการใช้งานทรัพยากรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดขนาดลงได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนต่างเหมือนกับเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งด้วยตัวเอง ในกรณีที่ใช้งานน้อยกว่าจากที่วางแผนเอาไว้ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องปิด Server หรือ Restart ทำให้ธุรกิจของคุณทำงานต่อเนื่องได้ แม้ขณะที่มีการปรับปรุงเซิร์ฟเวอร์ เนื่องจากระบบ Cloud Storage เป็นลักษณะของเซิร์ฟเวอร์เสมือน (Virtual Server) ที่มีการแชร์จากเซิร์ฟเวอร์หลาย ๆ แห่ง เมื่อเกิดปัญหา เช่น Server down ในตัวใดตัวหนึ่ง ระบบการทำงานของคุณก็ยังคงทำงานต่อไปได้ ต่างจากเซิร์ฟเวอร์แยกที่เมื่อเกิดปัญหา ก็ต้องหยุดระบบต่าง ๆ ทำให้งานหยุดชะงักและเกิดความเสียหายได้
 
ในแง่ของการทำธุรกิจ การเพิ่มเติมหน่วยงานเข้ามาหรือการขยายธุรกิจออกไป ต้องคำนึงถึงต้นทุนในการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งระบบไอทีเป็นส่วนหนึ่งที่จะถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ชัดเจน ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถ้าหากเปลี่ยนมาใช้การบริหารจัดการทรัพยากรไอทีด้วยระบบ Cloud แล้ว ก็จะทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง เหตุเพราะ Infrastructure ทั้งหลาย จะถูกสร้างเป็นระบบเสมือนและสามารถใช้งานได้ทันที จึงทำให้การตัดสินใจในการต่อยอดทางธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
 
การเลือกระบบ Cloud Storage ที่ดีที่สุด จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใดก็ตาม ต่างได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติของ Cloud เหมือนๆ กัน เพราะการจัดเก็บข้อมูลภายนอกบริษัท จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านไอที และไม่ต้องคอยซื้อเซิร์ฟเวอร์ให้ทันต่อการเติบโต
 
และไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของธุรกิจขนาดใดก็ตาม ต่างรับประโยชน์จากการใช้งานที่สะดวก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ก็สามารถทำงานได้และธุรกิจยังไม่ต้องพะวงเรื่องความปลอดภัยของการจัดเก็บข้อมูล หรือการแฮกข้อมูลจากภายนอก ทำให้ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าไฟล์ข้อมูลต่างๆ จะปลอดภัยจากแฮกเกอร์ และไม่ใช่เพียงข้อมูลด้านธุรกิจของสำนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลของลูกค้าที่จะได้รับการดูแลอย่างดี
 
เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็กการเปลี่ยนไปใช้ Cloud Storage จะช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลง นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับการเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสมในการใช้งาน บางรายอาจให้พื้นที่น้อยกว่า แต่ให้ความคุ้มครองที่มากกว่า และฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะออกแบบให้มีคุณสมบัติที่ตอบรับกับธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งปัจจัยในการเลือกใช้ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบทั้ง 6 อย่างดังนี้
 
1. ราคาที่เหมาะสม : อย่างที่ทราบกันว่า Cloud Storage มีแบบทั้งที่คิดค่าบริการและไม่คิดค่าบริการ ซึ่งจะแตกต่างกันทั้งในด้านพื้นที่การจัดเก็บ ความเป็นส่วนตัว และการตั้งค่าต่าง ๆ รวมถึงความยืดหยุ่นในการใช้งาน ในแง่ของธุรกิจการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาเพื่อความสะดวกในการใช้งาน และควรปรับใช้ให้เหมาะกับรูปแบบของธุรกิจ

2. ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล : ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้ Cloud ในการทำธุรกิจ ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะสมและรวดเร็วเพียงพอสำหรับการรับ-ส่งข้อมูล
 
3. สิทธิในการใช้งาน และความสามารถในการแชร์ข้อมูลในระบบ : ความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับการแชร์ไฟล์ร่วมกันกับผู้อื่น การตั้งค่าและกำหนดการใช้งานของแต่ละบุคคล ย่อมส่งผลดีต่อความปลอดภัยในข้อมูล
 
4. การสนับสนุนแพลตฟอร์ม และรองรับกับอุปกรณ์ที่ใช้งานได้หลากหลาย : ในสำนักงานหรือการรองรับงานธุรกิจต่างๆ ต้องให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่มีมากมาย นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊กทั่วไปแล้ว ก็จะเป็นสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต จึงควรเลือก Cloud ที่รองรับการใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อความสะดวกในการทำงาน
 
5. ฟังก์ชันที่หลากหลาย : ระบบ Cloud ในงานธุรกิจที่ดี ควรประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นสำหรับใช้งานที่น่าสนใจ เช่น การเปิดไฟล์วิดีโอสตรีมมิ่ง การแชร์ไฟล์หรือข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นต้น
 
6. ความปลอดภัย : อย่าลืมว่าข้อมูลธุรกิจของคุณมีความสำคัญ การเลือก Cloud Storage ที่มีความปลอดภัยแน่นหนา และการป้องกันที่ดี ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ จึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมทั้งด้านความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย

Cloud

ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Cloud Storage สำหรับบริการด้านธุรกิจอยู่มากมาย อาทิเช่น Zoolz, OpenDrive, JustCloud, MozyPro, Egnyte, CrashPlan, Dropbox, Box, Amazon Cloud Drive และ Carbonite เป็นต้น

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME