Social Enterprise อีกหนึ่งทางเลือก SME

21 ตุลาคม 2559

กิจการเพื่อสังคม หรือ Social  Enterprise หรือย่อด้วย SE กำลังเป็นกระแสที่มีการพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย เพราะมีหลายกิจการที่ดำเนินงานเพื่อสังคมแล้วประสบความสำเร็จ จึงมีการพูดถึงในวงกว้าง ทั้งในธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลาง และธุรกิจขนาดเล็ก
 
SCB SME เลยอยากมาอธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจกันมากขึ้น เริ่มที่ความหมายกันก่อนเลย กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) คือ บริษัทหรือกิจการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เพื่อให้กิจการดำรงอยู่ได้ รายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นของกิจการ SE นั้นมักจะคืนกลับไปเพื่อพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายหรือแผนงานที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก
 
จะเห็นได้ว่า กิจการเพื่อสังคม หรือ SE นั้น เป็นบริษัทหรือกิจการที่ไม่ได้มีเป้าหมายหลักที่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่เน้นผลกำไรทางสังคม และคุณภาพชีวิตมากกว่า

SE แตกต่างจาก CSR และ SD อย่างไร?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า CSR (Corporate Social Responsibility), CSV(Creating Shared Value), SD (Sustainable Development) และ SE (Social Enterprise) ถึงมาก่อนยกเว้น SE มีความแตกต่างกันอย่างไร แค่ตัวอย่างก็งงแล้ว ยิ่งแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย ก็ทำให้งงเข้าไปอีก ลองนึกง่ายๆ หากเปรียบเทียบองค์กรเหมือนต้นไม้ขนาดใหญ่ มีคนเปรียบเปรยว่า CSR เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ ที่มีรากฐานใหญ่ เมื่อเติบโตมา จะมีลำต้นที่มีความมั่นคงอย่าง SD และขยายออกไปเป็น CSV และ SE ซึ่งเป็นกิ่งก้านของการทำงานร่วมกัน  และเพื่อให้เกิดคุณค่าต่อการทำงานของสังคม
โดย CSR จะมุมเน้นเรื่องกิจกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากเทียบกับ SE แล้ว SE มักจะเป็นรูปแบบของการดำเนินกิจการเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม
 
ในมุมของ CSV กับ SD นั้น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนที่เป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่ง CSV และ SD นั้นมักจะมีเป้าหมายเพื่อการดำเนินธุรกิจ รายได้ และผลกำไรอยู่  ขณะที่เป้าหมายของ SE นั้นจะให้ความสำเร็จกับเป้าหมายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
 
ภายใต้ความแตกต่างนั้น SE หรือกิจการเพื่อสังคมดูจะเป็นมิตรกับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แต่ในบริบทของความเป็นจริง และความแตกต่างของกิจการต่าง ๆ แล้ว การก้าวสู่การดำเนินกิจการเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น CSR CSV SD หรือ SE ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับสังคมทั้งสิ้น
 
SE มีประโยชน์อย่างไรกับเอสเอ็มอี
ปัจจุบัน การก้าวสู่สังคมดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างมาก  ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้า และบริการที่ตอบสนองความต้องการได้มากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ความรับผิดชอบต่อสังคมกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญนอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าและบริการ
 
ผู้บริโภครุ่นใหม่พิจารณาเลือกซื้อสินค้าและบริการ จากบริษัทที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยยอมรับเรื่องคุณค่าต่อสังคมให้เป็นหนึ่งในปัจจัยในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าและบริการ หากสินค้าของผู้ประกอบเอสเอ็มอีเป็นสินค้าที่ต้องแข่งขันในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก SD หรือ SE จะเป็นสิ่งสำคัญในฐานะอาวุธ และเครื่องมือการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพเลยทีเดียว
 
จะก้าวสู่ SE ได้อย่างไร
แม้จะเห็นว่า SE มีความน่าสนใจในฐานะหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญกับบริษัท แต่ไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกรายจะเหมาะสมกับ SE หรือสามารถปรับเปลี่ยนกิจการไปสู่ SE ได้ทันที
 
เหตุผลสำคัญที่ทำให้กิจการส่วนใหญ่ไม่สามารถก้าวไปเป็น SE ได้ก็เพราะเป้าหมายของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กส่วนใหญ่มากกว่า 80-90% จะมีเป้าหมายเพื่อรายได้และผลกำไรทางธุรกิจซึ่งแตกต่างจากเป้าหมายของ SE ที่มุ่งเน้นที่การสร้างคุณค่าให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม  การจะเปลี่ยนกิจการที่ทำเพื่อผลกำไรเป็นทำเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่องที่ยาก และท้าทายอย่างมากของเอสเอ็มอี
 
ความต้องการในการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของกิจการไปสู่ SE นั้น เป็นความท้าทาย และเป็นความต้องการเฉพาะของกิจการ และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกิจการด้วย ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจขึ้นมาเป็นแนวทางสัก 2 ตัวอย่าง
 
กาแฟสด Mivana (มีวนา) เพิ่มคุณค่าเมล็ดกาแฟ ด้วยการมีส่วนร่วมของสังคม
กาแฟสด Mivana เป็นผู้จำหน่ายเมล็ดกาแฟออแกนิค ที่มีแรงบันดาลใจจากการที่ต้องการให้ชุมชนป่าต้นน้ำช่วงอนุรักษ์ผืนป่า จึงริเริ่มโครงการปลูกกล้ากาแฟ ใต้เงาร่มไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์ที่เกื้อหนุนให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนในการจำหน่ายเมล็ดกาแฟ ควบคู่ไปกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ในผืนป่าต้นน้ำจังหวัดเชียงราย
 
นอกเหนือจากรายได้ขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นกว่า 90 ล้านบาทใน 10 ปีแล้ว โครงการมีวนา ยังก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชนอีก 60 ล้านบาทใน 10 ปี แต่ที่สำคัญโครงการนี้ยังช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำกว่า 7,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,050 ล้านบาทต่อปี นั่นยังไม่รวมถึงผลตอบแทนอื่น ๆ ที่ยากจะประเมินเป็นมูลค่า เช่น สุขภาพที่ดีและความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค
 
Mivana เป็นกิจการหนึ่งของกลุ่มพรีเมียร์ กลุ่มกิจการขนาดใหญ่ที่นอกจากจะดำเนินกิจการ CSR แล้ว พรีเมียร์ยังมีกิจการขนาดใหญ่ทั้งผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการด้านไอที  Mivanaจึงเป็นกิจการส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ไม่แสวงหากำไร แต่ต้องการสร้างความยั่งยืนด้วยการรักษาป่าต้นน้ำไว้นั่นเอง
 
Local Alike ชาวบ้านร่วมกันสร้างรากฐาน
อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือ Local Alike เป็นธุรกิจในรูปแบบของ Social Enterprise ที่เกิดจากความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจที่มุ่งตอบแทนคุณค่าสู่สังคมมากกว่าการแสวงหาผลกำไร จึงได้เริ่มโครงการพัฒนา โฮมสเตย์ของชาวเขาควบคู่ไปกับโครงการปลูกป่าที่น่าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกป่าเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Local Alike
 
Local Alike ดำเนินกิจการประเภทตัวแทนการท่องเที่ยว ที่เน้นการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวชุมชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาวิถีชีวิตของชาวบ้านภายใต้หลักการของ “เศรษฐกิจพอเพียง” กำไรส่วนใหญ่ของ Local Alike จะถูกนำกลับไปพัฒนาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน  Local Alike จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของการใช้กลยุทธ์ SE ในการสร้างกิจการ
 
ทั้ง 2 ตัวอย่างนั้นมีแนวทางที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง SE จากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และการเริ่มกิจการ Startup ประเภท SE ที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของชุมชน ส่วนกิจการเอสเอ็มอีของคุณจะเป็นในรูปแบบไหนคงต้องลองกำหนดกลยุทธ์กันดู

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME