“ส่งออก” ไม่ยากอย่างที่คิด

30 มกราคม 2560

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อปี 2559 เป็นการเปิดโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สามารถใช้โอกาสนี้ในการศึกษาและขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ว่าจะเป็นด้านการส่งออก การนำเข้า รวมถึงใช้กลุ่มประเทศในอาเซียนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกและใช้ประโยชน์จากค่าแรงราคาถูกและสิทธิทางภาษีในการส่งออกก็ได้
 
แต่การก้าวไปสู่ธุรกิจส่งออก นำเข้า หรือการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาวิธีการ กฎ และกติกา ในการส่งออกของทั้งประเทศไทย และประเทศที่จะทำการค้าด้วยเสียก่อน ซึ่งในการส่งออก นำเข้า และการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น แต่ละธุรกรรมมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ถึงขนาดเป็นหลักสูตรที่เรียน 4 ปีจบในมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ในบทความนี้ SCB SME จึงให้เป็นกรอบและแนวคิดสำหรับผู้ประกอบการในการพิจารณาเพื่อให้เห็นโอกาสและตัดสินใจศึกษาเท่านั้น โดยกรอบของข้อมูลจะเน้นที่การส่งออกเป็นหลัก ซึ่งเป็นโอกาสที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด
 
ความรู้ที่จำเป็นต่อการส่งออก
ในการเตรียมความพร้อมด้านการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ผู้ประกอบการมีสิ่งที่ต้องเตรียมการในหลายด้านทั้งด้านเงินทุน สถานที่ดำเนินการ บุคลากร ความเชื่อถือ และความสามารถในการผลิต นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาในการเลือกสินค้าและการผลิตสินค้า เลือกตลาด รวมถึงระเบียบต่าง ๆ ในการส่งออกและนำเข้าด้วย ซึ่งในแต่ละหัวข้อนั้นแยกอธิบายเป็นประการหลัก ๆ ได้ดังนี้
 
ความคิดที่จะส่งออกไปต่างประเทศนั้นอาจจะเกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้น แต่โอกาสนั้นจะแปลงเป็นความสำเร็จได้จำเป็นจะต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบเสมอ ดังนั้นผู้ประกอบการไม่ควรจะกระโดดเข้ามาทำธุรกิจส่งออกโดยทันที และควรที่จะมีการทบทวนหลักการและแนวคิดของธุรกิจให้ครบถ้วนเสียก่อน โดยให้เช็คลิสต์ความพร้อมคร่าว ๆ ดังนี้
                -ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการส่งออกและนำเข้า
                -ความรู้ในด้านกฎระเบียบของประเทศที่จะทำการค้าด้วย
                -ความรู้ในด้านผลิตภัณฑ์ การค้า และสภาพตลาดของประเทศที่จะทำการค้า
                -ความรู้และความพร้อมในการผลิต และการหาสินค้า
 
ความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้น สามารถนำมาประมวลผล และวิเคราะห์ถึงความน่าสนใจของธุรกิจ ความพร้อมทางธุรกิจของผู้ประกอบการและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์ธุรกิจในการแข่งขันในตลาดส่งออกนั้นได้
 
ซึ่งก่อนที่จะก้าวไปสู่การเริ่มต้นธุรกิจส่งออกนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้อง นำข้อมูลทั้งหมดมาทำการวิเคราะห์ผ่าน SWOT Analysis เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรคและโอกาสของธุรกิจ รวมถึงนำมาเขียนเป็นแผนธุรกิจ เพื่อตรวจสอบและทบทวนความคิด (Proof of Concept) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกำหนดเป็นแนวทางธุรกิจ รวมถึงใช้เป็นแผนธุรกิจเพื่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย
 
การเตรียมความพร้อมเพื่อการส่งออก
นอกจากความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นในการทำธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการยังจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้านสำหรับการส่งออก ซึ่งการเตรียมความพร้อมนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่สามารถจำแนกกว้าง ๆได้ดังนี้

1.ความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์ สิ่งสำคัญที่สุดประการแรกคือ การพร้อมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในด้านความพร้อมของผลิตภัณฑ์นั้น สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ส่วน คือ การผลิตสินค้าด้วยตัวเอง และการจ้างผู้ผลิตอื่นดำเนินการ ซึ่งทั้ง 2 แบบมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน

การผลิตสินค้าด้วยตัวเอง มีข้อดีที่ การควบคุมกระบวนการผลิต ปริมาณการผลิต และคุณภาพของสินค้าได้ตามต้องการ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการ แต่การผลิตสินค้าด้วยตัวเองนั้น ก็มีข้อเสียที่การลงทุน ที่ต้องลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะถ้าต้องใช้เครื่องจักรในการผลิต หรือต้องใช้แรงงานทักษะในการผลิตเป็นจำนวนมาก

การจ้างผลิตสินค้า ข้อดีของการจ้างผลิตคือ ความสามารถในการควบคุมเงินลงทุน เพราะไม่ต้องลงทุนในเครื่องจักรเพื่อการผลิต และจ้างผลิตอื่นให้ผลิตสินค้าให้ แต่มีข้อเสียที่ผลิตภัณฑ์จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นอีกส่วนหนึ่งดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องมั่นใจว่าสินค้าที่จ้างผลิตนั้น มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพียงพอ
 
นอกจากนี้การเตรียมความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์ยังครอบคลุมถึงเรื่องการศึกษาตลาดและความต้องการของตลาดอีกด้วย ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ขายดีในประเทศไทยอาจจะไม่เหมาะสมกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องออกสำรวจตลาดที่จะส่งออกด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าสินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการจริง ๆ
 
2.ความพร้อมในการเข้าสู่ตลาด เมื่อมีสินค้าและมั่นใจว่าสินค้านั้นเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถผลิตได้เพียงพอแล้ว ประการต่อมาที่มีความสำคัญคือ กระบวนการในการเข้าสู่ตลาด โดยปรกติแล้วในการเข้าสู่ตลาดผู้ประกอบการจำเป็นควรจะต้องหาพันธมิตรธุรกิจในการกระจายสินค้าสินค้าในประเทศนั้น ๆ การมีพันธมิตรที่ดีจะทำให้การกระจายสินค้าในประเทศเป้าหมายง่ายขึ้น โดยพันธมิตรนั้น จำเป็นจะรู้จักกฎระเบียบของประเทศเป้าหมายเป็นอย่างดี มีความรู้จักตลาด และรู้จักผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่จะรับกระจายสินค้าต่อ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตจะได้รับกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ดังนั้นในการเข้าสู่ตลาดนั้นพันธมิตรจะเป็นหัวใจสำคัญ
 
แต่หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการกระจายสินค้า และรู้จักตลาดเป้าหมายเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านเงินทุน  การเลือกที่จะตั้งสาขาในประเทศเป้าหมาย เพื่อกระจายสินค้าด้วยตัวเองก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะการกระจายสินค้าด้วยตัวเอง จะทำให้มั่นใจว่าสินค้านั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามที่ต้องการอย่างแท้จริง อีกทั้งการสร้างช่องทางจำหน่ายเองยังทำให้สามารถเลือกใช้การส่งเสริมการตลาดได้อย่างถูกต้องอีกด้วย แต่นั่นหมายถึงผู้ประกอบการจะต้องมีความพร้อมจริง ๆ เท่านั้น
 
3.ความพร้อมด้านเงินทุน ประการที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือ เงินทุน แม้แต่การขยายกิจการภายในประเทศ เงินทุนก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายธุรกิจที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม แต่กับการขยายกิจการในต่างประเทศนั้นผู้ประกอบการไม่สามารถคำนวณได้ว่า เงินทุนที่เตรียมไว้จะเพียงพอหรือไม่ เพราะในการขยายตลาดไปต่างประเทศนั้น ยังมีปัจจัยแวดล้อมสู่ความสำเร็จอีกเป็นจำนวนมากที่นอกเหนือจากการคำนวณ ซึ่งหลายประการจำเป็นจะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการดำเนินการ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนอย่างพอเพียง และควรเจรจากับสถาบันการเงินไว้แต่เนิ่น ๆ เผื่อเกิดความผิดพลาดจะได้มีแหล่งเงินกู้ฉุกเฉินรองรับในการแก้ไขปัญหา ซึ่งโดยปรกติแล้วควรมีเงินทุนเตรียมพร้อมไว้มากกว่าที่ประมาณการสัก 1-2 เท่า
 
4.ความพร้อมด้านบุคลากร การการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ บุคลากรเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งของความสำเร็จ ซึ่งบุคลากรสำหรับการส่งออกใน AEC นั้นมีหลายส่วนทั้งบุคลากรที่เป็นคนไทย บุคลากรที่สื่อสารกับต่างประเทศ และหากจำเป็นจะต้องขยายสาขาในต่างประเทศ การเลือกใช้บุคลากรในพื้นที่ก็เป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งบุคลากรที่พร้อมสำหรับธุรกิจส่งออกนั้นแน่นอนว่า ต้องมีความสามารถสื่อสารได้หลายภาษา ซึ่งปัจจุบันการเรียนรู้ 3 ภาษาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาที่สามของประเทศเป้าหมาย
 
นอกเหนือจากความรู้ด้านภาษาแล้ว บุคลากรยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมการทำธุรกิจของประเทศเป้าหมายด้วย เพื่อให้การติดต่อธุรกิจทำได้อย่างราบรื่น
 
การเตรียมตัวเพื่อส่งออก

เมื่อผู้ประกอบการพร้อมและศึกษาจนมั่นใจแล้วว่า จะทำธุรกิจส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเป้าหมายโดยมีพันธมิตรดำเนินการเป็นที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อมาที่สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมเพื่อส่งออก ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีการดำเนินการควบคู่กับพันธมิตรธุรกิจหลายรายอย่างใกล้ชิด เช่น ธนาคาร ตัวแทนนำเข้าส่งออก คู่ค้าในต่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับกรมศุลกากรของไทย และหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทาง โดยขั้นตอนการส่งออกทั้งหมดสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้
1.ศึกษากฎเกณฑ์และระเบียบเกี่ยวกับการส่งออก ตรวจสอบสิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์ก่อนการส่งออกไปประเทศปลายทาง เช่น สิทธิประโยชน์ของสมาคมหรือสถาบัน สิทธิพิเศษทางศุลกากรของประเทศปลายทาง
2.ตรวจสอบกฎหมายสินค้าส่งออกว่า สินค้าที่จะส่งออกอยู่ในกลุ่มสินค้ามาตรฐาน กลุ่มสินค้าควบคุม หรือสินค้าเสรี การตรวจสอบสินค้าจะบ่งชี้ว่าต้องจัดเตรียมเอกสารและขอเอกสารใดบ้างจากกรมศุลกากร
3.ผู้ขายออกใบเสนอราคา (Quotation) ที่ระบุถึงจำนวน ราคา ระยะเวลาเตรียมสินค้า และรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ผู้ซื้อต้องการ
4.ผู้ซื้อออกใบสั่งซื้อสินค้า (Purchase Order) ไปยังผู้ขาย โดยตกลงชำระเงินผ่าน Letter of Credit (L/C)
5.ผู้ขายออกเอกสาร Pro-forma Invoice เพื่อเป็นหลักฐานให้ผู้ซื้อขอเปิด Letter of Credit (L/C) ต่อธนาคารของผู้ซื้อ
6.ผู้ซื้อแจ้งไปยังธนาคาร เพื่อจัดส่ง Letter of Credit (L/C) ส่งมายังธนาคารในประเทศของผู้ขาย
7.ผู้ขายดำเนินการผลิตและจัดหาสินค้าเพื่อส่งมอบตามรายการที่ระบุ
8.ผู้ขายตรวจสอบกำหนการส่งออก ตารางเดินเรือ และเครื่องบิน
9.ผู้ขายจัดทำเอกสารเพื่อการส่งออก
-บัญชีราคาสินค้า (Invoice)
-เอกสารขออนุญาตส่งออกกับกรมศุลกากรกรณีเป็นสินค้าควบคุม
-จัดทำใบรายการบรรจุหีบห่อ (Packing List)
-หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (C/O หรือ Certificate of Origin) ตามข้อกำหนดของประเทศผู้ซื้อ
10.จัดเตรียมใบขนสินค้าขาออก ใบกำกับการขนย้าย การบรรจุสินค้าเข้าตู้ เพื่อผ่านพิธีการศุลกากร
11.ผู้ส่งออกได้รับและตรวจรับสินค้า
12.ผู้ขายตรวจสอบเอกสารทั้งหมด และนำไปยื่นขอขึ้นรับเงินกับธนาคาร โดยออกตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เพื่อสั่งให้ผู้ซื้อสินค้าจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินภายในเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญา
 
จะเห็นได้ว่าในการส่งออกนั้นมีรายละเอียดที่ต้องดำเนินการค่อนข้างมาก และต้องดำเนินการผ่านธนาคารที่ไว้ใจได้ที่มีเครือข่ายธนาคารพันธมิตรที่ครอบคลุมประเทศผู้นำเข้า และหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมจากธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีส่วนงานที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่แล้ว หรืออาจจะติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทโดยตรงเช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็ได้
 
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ http://www.scb.co.th/th/business-banking/scb-sme-bike
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME