ลงทุนที่อินโดนีเซียรับปีไก่

13 ธันวาคม 2559

“อินโดนีเซีย” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน  AEC และยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแรงงานในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งตลาดผู้บริโภคมีศักยภาพสูง  จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ
 
เอ่ยชื่อ “อินโดนีเซีย” ผู้ประกอบการไทยหลายคนคงรู้สึกไม่คุ้นเคย เพราะ ไทยกับอินโดนีเซียมีความแตกต่างในเรื่อง ศาสนา ภาษา และศิลปวัฒนธรรม ทำให้เมื่อพูดถึงการลงทุนใน  AEC แล้ว อินโดนีเซียจะเป็นประเทศอันดับท้าย ๆ ที่นักลงทุนเลือกอยู่เสมอ แต่นั่นอาจเป็นมุมมองที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะ อินโดนีเซียเป็นอินแดนแห่งโอกาสสำหรับนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
 
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 250 ล้านคนและเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตของรายได้อย่างรวดเร็ว จึงมีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ยังเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มโอเปก ที่ส่งออกน้ำมันไปยังตลาดโลกอีกด้วย
 
ในด้านการค้าอินโดนีเซีย เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในกลุ่มอาเซียน รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของไทยในระดับโลก  โดยในปี 2557 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 16,788 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้าจากอินโดนีเซีย 7,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก 9,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
และหากมองย้อนไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าประเทศไทยเกินดุลการค้ากับอินโดนีเซียมาตลอด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย
 
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญที่ประเทศไทย ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย นั้นได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ น้ำตาลทราย เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ถ่านหิน สินแร่โลหะอื่น  ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ
 
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้รับการจับตามองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ซึ่งนั่นทำให้อินโดนีเซียมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
 
ภาคการเกษตรของอินโดนีเซียมีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน จึงมีภาคเกษตรที่มีความพร้อมและที่ผ่านมา อินโดนีเซียก็เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการปลูกและแปรรูปมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และยางพารา ซึ่งทำรายได้จากการส่งออกไม่แพ้น้ำมัน ส่วนในด้านอุตสาหกรรมการผลิตหลักของอินโดนีเซีย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องจักรกลและการขนส่ง เคมีภัณฑ์และสิ่งทอ
 
สำหรับโอกาสในอินโดนีเซียนั้น ส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับการเติบโตของการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งการปรับตัวจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมนั้น ทำให้ประชากรมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้อินโดนีเซียมีความต้องการสินค้าประเภทปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก ทั้ง เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และระบบสาธารณสุข


ด้วยจำนวนประชากร 250 ล้านคน ทำให้อินโดนีเซียมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และกำลังการบริโภคของคนชั้นกลางกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสที่ดีทางการค้าและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย เพราะสินค้าไทยได้รับการยอมรับจากอินโดนีเซียค่อนข้างมากในเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม
 
จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทย จะเจาะตลาดอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายการ อุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ทั้งหลายที่จะเติบโตตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
 
แต่การจะเข้าลงทุนในอินโดนีเซียนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องศึกษาข้อมูลในหลายด้านเสียก่อน เช่น กฎหมายธุรกิจ การถือครองที่ดิน ภาษี กฎหมายแรงงาน ฯลฯ เนื่องจากมีรายละเอียดที่แตกต่างจากประเทศไทยค่อนข้างมาก ขณะที่ภาษาก็เป็นอุปสรรคสำคัญอีกอย่าง แม้ภาษาอังกฤษจะใช้ได้ แต่การพูดภาษาบาฮาซาได้ก็เป็นใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับการเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจอินโดนีเซีย
 
ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมในการลงทุนในอินโดนีเซีย ผู้ประกอบการอาจจะต้องมองหาพันธมิตรธุรกิจที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจเดินหน้าได้อย่างสะดวกมากขึ้น
 
ด้วยความแตกต่างที่เป็นเสมือนอุปสรรคนั้น อาจทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับไทยมากกว่า แต่กระนั้นต้องไม่ลืมว่าอินโดนีเซียมีประชากรมากกว่าไทยถึง 4 เท่า การเข้าตลาดอย่างเหมาะสมและประสบความสำเร็จจะได้รับผลลัพธ์ที่มากกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่าเช่นกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรจะศึกษาโอกาสในการลงทุนที่อินโดนีเซียให้ดีเสียก่อน
SCB Indonesia
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME