บาทแข็ง SME ไทยต้องทำอย่างไร

27 กรกฎาคม 2560

การแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงของเงินบาทมีผลต่อธุรกิจ มีผลต่อกำไรขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
สาเหตุที่ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐ และแผนการปฏิรูประบบภาษีที่มีแนวโน้มล่าช้า ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกมาเก็งกำไรในภูมิภาคเอชียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้การลงทุนการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนดีขึ้น และค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่งต่อเนื่อง
 
อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเกินกว่าระดับที่เหมะสมนั้น จะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจด้านการนำเข้าส่งออก
 
โดยปัจจุบัยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ช่วง 33.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่าขึ้นประมาณ 4-5% เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐเริ่มมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งขึ้น เนื่องจากเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ได้มีการประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า เช่น การค้ำประกันสินเชื่อวงเงินฉุกเฉินให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเอสเอ็มอีบางส่วนได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทบ้างแล้ว และหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ที่เป็นไฮซีซั่น เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบหนักขึ้นอีก
 
3 วิธีคุ้มครองความเสี่ยง
โดยปกติแล้วค่าเงินบาท หรือ อัตราแลกเปลี่ยนจะมีอัตราที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแทบทุกวัน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกว่าอยู่ในกรอบแคบ ๆ  ไม่เกิน 0.3-0.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ในบางครั้งที่มีสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และความผันผวนก็มักจะมีผลให้อัตราแลกเปลี่ยน เคลื่อนไหวขึ้นลงมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าส่ออได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
 
แต่โดยปรกติแล้วผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่นำเข้าส่งออก มักจะเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี และมักจะมีระบบปกป้อง คุ้มครองความเสี่ยงให้ธุรกิจไว้ระดับหนึ่ง และหลายรายมักจะได้ประโยชน์หรือผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ
 
อย่างไรก็ตามหากยังไม่เชี่ยวชาญในการจัดการกับอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถคุ้มครองความเสี่ยงด้วยเครื่องมือต่าง ๆ  ซึ่งแบ่งออกไป 3 วิธี
 
1.การทำ Forward Contract เป็นการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า โดยมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ไว้ ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา เมื่อครบกำหนดสัญญาไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องกังวลเพราะผู้ประกอบการจะได้อัตราแลกเปลี่ยนตามที่ทำสัญญาไว้ การทำ Forward Contract จึงช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
2.การทำ Option Contract คือ การทำสัญญาสิทธิ์ในการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนในอัตราคงที่ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ทำสัญญา คล้ายกับ Forward Contract แต่มีความแตกต่างกันที่  เมื่อถึงกำหนดสัญญาผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ว่า จะใช้สิทธิ์อัตราแลกเปลี่ยนตามสัญญาหรือไม่ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดดีกว่าที่ทำสัญญาไว้อาจจะใช้สัญญาก็ได้ เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
 
3.การฝากเงินไว้ในรูปแบบเงินตราต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการสามารถเปิดบัญชีเงินฝากในรูปแบบเงินตราต่างประเทศไว้กับธนาคาร แทนที่จะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาแล้วรีบแลกกลับมาเป็นเงินบาททันที ซึ่งอาจจะมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้ประกอบการสามารถฝากเงินไว้จนกว่าจะไดอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม จึงแลกเป็นเงินบาทก็ได้
 
ทั้ง 3 วีธีนั้นเป็นการบริหารจัดการเบื้องต้นที่ผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงค่าเงินบาทแข็งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การบริหารจัดการการนำเข้าสินค้า ในช่วงเวลาที่ค่าเงินบาทแข็ง หรือ ทำการซื้อขายออเดอร์ล่วงหน้าในช่วงที่ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME