นวัตกรรมดิจิทัล อาวุธสุดเจ๋งสำหรับ SME

30 มิถุนายน 2560

ปัจจุบันวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นยุคของ “Digital Transformation” ทำให้ทักษะด้านนวัตกรรมดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าทางธุรกิจ โดยเฉพาะการก้าวสู่ยุค “Thailand 4.0” ที่ทุกธุรกิจต่างต้องอาศัยทักษะดิจิทัลเทคโนโลยีในการขับเคลื่อน ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวให้ทันต่อการเป็น SME ชั้นนำ ผู้ประกอบการต้องเร่งศึกษาต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ควรเริ่มต้นวางตำแหน่งงานเพื่อรองรับกลุ่มวิชาชีพด้านเทคโนโลยีไปด้วย
สิ่งแรกทาง SCB SME จึงต้องการแนะนำว่า SME ควรพัฒนาทักษะทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้กับพนักงานทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิธีการใช้งานหรือด้านการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ  เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการทำงานสู่ระบบดิจิทัลอย่างแท้จริง แต่อีกส่วนสำคัญกว่านั้นคือองค์กรต้องมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มของเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจที่ทำอยู่ เช่น การศึกษาและปรับตัวให้ทันกับนวัตกรรมอนาคต เพราะมันจะเข้ามาอยู่ใกล้ตัวทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมี 3 เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัวดังนี้
IoT : Internet of Things ในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องใช้และอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ จะมีความฉลาดมากขึ้น สามารถสื่อสารรับส่งข้อมูลกันได้ และเครื่องจักรจะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองหรือที่รู้จักกันในชื่อของปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) จนขยายผลไปถึงอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น Smart Home,  Smart City, Smart Factory, Smart Health รวมไปถึง Connected Car, Connected Farm
ตัวอย่าง Connected Cow ที่ได้ติดแถบเซนเซอร์และไมโครโฟนไว้ที่วัว เพื่อช่วยเจ้าของฟาร์มในการจัดการดูแลและเก็บผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร ดูแลสุขภาพความสะอาด จัดการทิศทางฝูง การผสมพันธ์รวมไปถึงการรีดนมวัว
โดยขณะนี้ IoT ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมใหญ่มากมาย สิ่งนี้ทำให้ SME ขนาดกลางและเล็กต้องคิดสิ่งใหม่ เพื่อเกิดโอกาสและรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจและตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล ด้วยแนวคิดดังนี้
  • นำไปปรับใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในองค์กรให้ง่ายขึ้น
  • นำไปปรับใช้ให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ของลูกค้า
  • นำไปปรับใช้อย่างความสร้างสรรค์จนเกิดเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ
  • นำไปปรับใช้เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ยังขาดหายไปของ IoT
Big data analytics กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อหาความสัมพันธ์ภายในนั้น โดยการทำ Big data analytics จะเข้าถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นไว้ด้วยกัน เช่นการหาแนวโน้มความต้องการของตลาด หาความต้องการของลูกค้า รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ทางธุรกิจ โดยการวิเคราะห์นี้จะนำไปสู่แผนการตลาดที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากสามารถเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ทำให้มีชัยเหนือคู่แข่งจากการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
Big data ยังมีผลอย่างยิ่งต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ช เพราะจะเกิดเป็นฐานข้อมูลที่มีระบบระเบียบ เนื่องจากเป็นเครื่องมือการจัดการและจัดเก็บข้อมูลที่ได้จากหลายที่มา ทำให้ผู้ประกอบการและนักการตลาดเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น Inventory management system, AdWord / AdSense analytics, CRM, email service provider statistics ฯลฯ ทำให้สามารถออกแบบสิ่งต่างในธุรกิจให้เข้าถึงใจผู้บริโภคออนไลน์ได้
Cloud Computing  บริการการเก็บ ประมวลผล และเรียกใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเก็บไว้จากที่ไหนและเมื่อไหร่บนโลกก็ได้ ซึ่งเปรียบเหมือนก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า โดยผ่านระบบออนไลน์ต่าง ๆ จากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการดูแลติดตั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลในระบบร่วมกันได้ เกิดเป็นการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เข้าถึงง่ายขึ้น มีการแบ่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยการจ่ายเงินตามความต้องการที่จะใช้งาน ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้นและสามารถปรับลดขนาดตามความต้องการ ทำให้ SME ขนาดกลางและเล็กหันมาใช้บริการ Cloud Computing อย่างแพร่หลาย เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับองค์กร เนื่องจากไม่ต้องซื้อและดูแล Server จำนวนมาก ลดเวลาในจัดการงานต่าง ๆ  ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบการให้บริการดังนี้
IaaS : Infrastructure as a Service เป็นการเช่าเครื่องที่เราสามารถเลือก ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมได้ทั้งหมด ซึ่งผู้ให้บริการจะจัดเตรียม สิ่งต่าง ๆ ให้ เช่น Amazon AWS, Digital Ocean
PaaS : Platform as a Service เป็นขั้นสูงขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการจะจัดเตรียมเครื่องและสิ่งที่จำเป็นมาให้เราทั้งหมด ทำให้สามารถโฟกัสกับแอปพลิเคชันของเราได้มากเพราะไม่ต้องกังวลในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ  เช่น  Microsoft Azure, Google
SaaS : Software as a Service เป็นประเภทที่หลายคนคงได้ใช้กัน เช่น Microsoft Office 365, Google Drive, iCloud, Sale force เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องกังวลสิ่งต่าง ๆ เนื่องจากมันถูกตั้งค่าการใช้งานไว้เรียบร้อยแล้ว
“Digital Transformation” เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในองค์กร แต่ถือเป็นการการปฏิวัติองค์กรทุกส่วนให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคคลากร วัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงาน ซึ่งหากธุรกิจใดไม่ยอมปรับเปลี่ยน ก็อาจอยู่ยากในอนาคตอันใกล้

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME