สมาร์ทฟาร์มมิ่ง โอกาสใหม่ SME ภาคเกษตร

21 มิถุนายน 2560

การเกษตรกรรมในอดีต จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ความพยายาม และยังต้องพึ่งพาความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ตรงตามคุณภาพที่ต้องการ แต่ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมมีความผันผวนสูง การจะหวังพึ่งพาดินฟ้าอากาศแบบเดิมเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่หนทางที่ฉลาดนัก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เกษตรสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายมาช่วยยกระดับการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ การก้าวสู่ การเกษตรกรรมยุคใหม่ ที่เรียกว่า สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง
 
สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง เป็นการเกษตรกรรมที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) ที่มีคุณสมบัติในการตรวจวัด เข้ามาใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ความชื้นในอากาศ แสง และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการเพาะปลูก โดยจะเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในการแสดงผล การตั้งค่า เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ
 
พื้นฐานของอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์นั้น จะเป็นการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น อุปกรณ์ตรวจวัด ส่วนควบคุมหลัก และหน่วยประมวลผล เพื่อให้อุปกรณ์ตรวจวัดสามารถตรวจวัด และส่งผลข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมายังอุปกรณ์ควบคุมและหน่วยประมวลผล เพื่อรายงานผล จัดเก็บข้อมูล และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการ วางแผนงาน และการดูแลฟาร์มให้เป็นไปตามความต้องการ ดังนั้นแล้วในพื้นที่ฟาร์ม จำเป็นจะต้องมีการวางโครงข่ายพื้นฐานการสื่อสารที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทั้ง 3G และ 4G มีบทบาทอย่างมากในการทำให้แนวคิดของอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์เป็นจริงมากขึ้น นั่นเป็นที่มาว่า เกษตรกรไทยเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในบทบาทต่าง ๆ มากกว่าเดิม SCB SME จึงต้องการนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
 
IoT ควบคุมการเกษตรครบวงจร
แนวคิดของสมาร์ท ฟาร์มมิ่งนั้น เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเกษตร และความต้องการควบคุมสภาพแวดล้อมของเกษตรกร  เพื่อให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตต่อไรที่ดีที่สุด และสูงที่สุด ซึ่งภายใต้สภาพดังกล่าวเกษตรกร จำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์ และวางแผนการเพาะปลูกที่เหมาะสม มีการควบคุมสภาพแวดล้อม อาทิเช่น ความชื้น อุณหภูมิ แสงสว่าง ฯลฯ ให้อยู่ในระดับที่พอดีกับพืชแต่ละชนิด ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถใช้เทคโนโลยี IoT ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถทำงานได้ในเวลาที่ต้องการ  
 
Smart Analysis & Planning เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับจากการเกษตรในการเพาะปลูกครั้งที่ผ่านมา หรือจากการเพาะปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง มาวิเคราะห์ผ่านโมเดล เพื่อหาโมเดลการเพาะปลูกที่เหมาะสมที่สุดกับพื้นที่ พืช ที่จะเพาะปลูก ภายใต้สภาพแวดล้อที่ควบคุมอย่างเหมาะสม
 
Smart Sensing & Monitoring เป็นการใช้ IoT ในการตรวจสอบ ตรวจวัด และติดตามความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่างๆ เช่น ความชื้น แสงสว่าง และอุณหภูมิ
 
Smart Control การควบคุมการทำงานของระบบอัตโนมัติต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย และให้แสงสว่างที่เหมาะสม
 
โดย Smart ทั้ง 3 จะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบข้อมูลกลาง หรือ Big Data เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนในการเพาะปลูกให้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อไป
 
IoT ลงทุนน้อยคืนทุนไว
เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยี บ่อยครั้งผู้ประกอบการมักมีความกังวลในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านความคุ้มค่าของการติดตั้งระบบว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่เสียไปหรือไม่  และจะคืนทุนได้ในระยะเวลาเท่าไร
 
ปัจจุบันมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของผู้ประกอบการหลายราย ที่นำอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์มาใช้ในการดูแลจัดการฟาร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาฟาร์มมักเผชิญกับปัญหาในการควบคุมความสม่ำเสมอของผลผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่มักจะประสบปัญหาผลผลิตที่ลดน้อยลง จึงนำอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์มาช่วยในการควบคุมจัดการความชื้น ซึ่งมีผลต่อจำนวนผลผลิตแม้จำเป็นจะต้องมีการลงทุนในครั้งแรก แต่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 5-10% ในทุกรอบของการเก็บเกี่ยวก็ให้ผมคุ้มค่ากับเงินลงทุน
 
เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร ลดภาษี
นอกเหนือจากผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การลงทุน IoT ยังเป็นการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ซื้อหรือจ้างทำซอฟต์แวร์จากผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อนำมาใช้ในการประกอบกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีที่กำหนด มีสิทธิ์นำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้เต็มจำนวนของมูลค่าซื้อหรือจ้างทำ แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายสูงสุดที่รัฐกำหนด โดยการลดหย่อนดังกล่าว ต้องไม่รวมค่าบำรุงรักษารายปีและค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ซอฟต์แวร์ โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เพียงครั้งเดียว ภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี
 
โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีนั้น จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท
 
จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคเกษตรกรรม ที่จะยกระดับการเกษตรไปสู่การเกษตรแนวใหม่ และใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงาน เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดโอกาสสูญเสีย และยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีควบคู่ไปด้วย ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME