LTF RMF ลงทุนส่งท้ายปีลิงต้อนรับปีไก่

9 ธันวาคม 2559

ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่บรรดามนุษย์เงินเดือนจะใช้ช่วงโอกาสนี้ในการเลือกซื้อกองทุน LTF และ RMF เพื่อใช้เงินที่สะสมมาตลอดทั้งปีในการลงทุน SCB SME นำเสนอบทความเกี่ยวกับกองทุนของเอสเอ็มอีไปหลายตอนแล้ว ครั้งนี้จะมาช่วยสำหรับผู้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนปลายปีกันบ้าง
 
LTF RMF ช่วยลดภาษีปลายปี

LTF ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาวซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของกองทุนรวมที่มีเป้าหมายให้นักลงทุนได้ลงทุนในระยะยาว และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหลักทรัพย์ โดยความน่าสนใจของกองทุนดังกล่าวนั้น คือ การจูงใจบุคคลธรรมดาให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงเป็นที่นิยมของกลุ่มคนที่มีรายได้ประจำ หรือที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน
 
LTF เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ในประเทศสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% จึงเป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน ที่ต้องถือครองหน่วยไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน
 
ซึ่งสิทธิประโยชน์ของ LTF ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะเงินลงทุนในกองทุน LTF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
 
ส่วน RMF นั้น ย่อมาจาก “Retirement Mutual Fund” หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเป็นกองทุนรวมประเภทที่ส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ (กบข.) (Government Pension Fund) ซึ่งความน่าสนใจของ RMF อยู่ที่ผลตอบแทนทางภาษีเช่นเดียวกัน
 
โดย RMF เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ อาทิเช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมารองรับ ลูกจ้างที่นายจ้างยังไม่พร้อมที่จะจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถสะสมเงินลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้ หรือลูกจ้างหรือข้าราชการที่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณอยู่แล้ว แต่ต้องการจะออมเพิ่มเติมให้มากขึ้น

สำหรับสิทธิพิเศษทางภาษีนั้น ผู้ลงทุนใน RMF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 2 ทางเช่นเดียวกับ LTF นั่นคือ
เงินลงทุนใน RMF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมเข้ากับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันชีวิตแบบบำนาญที่ผู้ลงทุนมีอยู่ จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท และกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
                            
จะเลือกลงทุนอย่างไร

ปัจจุบันมีกองทุน LTF มากกว่า 50 กองทุน แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรก ลงทุนในหลักทรัพย์ 100% กลุ่มที่สองลงทุนในหลักทรัพย์ 70% และลงทุนในตราสารหนี้ 30% และ กลุ่มที่สาม เน้นลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ จะมีบางกองทุนที่มีการจ่ายปันผลด้วย ผู้ประกอบการจึงต้องศึกษารายละเอียดให้ดีซึ่งมีทางเลือกหลากหลายแนวทาง ดังนี้
 
1. เลือกกองทุน LTF/RMF ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ 

การลงทุนใน LTF คือการลงทุนในหุ้นของประเทศไทยเท่านั้น จัดว่าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนการลงทุนใน RMF สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภทมีทั้งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นก่อนการลงทุนใน LTFหรือ RMF ควรจะต้องรู้ระดับความเสี่ยงที่เราสามารถจะรับได้ก่อน ซึ่งส่วนนี้แบบสอบถามนักลงทุนสามารถช่วยได้
 
2. รู้จักสไตล์การลงทุนของกองทุน

แต่ละกองทุนมีสไตล์การบริหารกองทุนที่ไม่เหมือนกัน บางกองทุนมีกลยุทธ์แบบซื้อแล้วถือ (Buy and Hold) ซึ่งก็จะต่างกันกับกองทุนที่เน้นลงทุนแบบจับจังหวะ (Trading) บางกองทุนไม่ต้อการความเสี่ยงมาก ก็จะเน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ เน้นหุ้นปันผล หรือ เน้นหุ้นเติบโตสูง ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้สามารถสะท้อนไปถึงความเสี่ยงของกองทุนนั้น ๆ อีกด้วย
 
3. เช็คผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาวมากกว่า 3 ปีขึ้นไป

เช็คผลตอบแทนย้อนหลังและนำไปเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัด (Benchmark) และกองทุน LTF กองอื่น ๆ รวมทั้งดูความสม่ำเสมอของผลตอบแทนรายปีย้อนหลัง 3 ปีขึ้นไปด้วยเช่นกัน

4. อย่าซื้อกองทุนเพียงเพราะความสะดวกสบาย หรือสิทธิพิเศษทางภาษี

อย่าคิดว่าการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์ไหน  ๆ ก็ลดหย่อนภาษีได้เหมือน ๆ กัน หรือ เลือกซื้อเพราะความสะดวกสบาย เพราะความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เราต้องดูเป็นลำดับแรกคือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากกองทุนรวมที่จะลงทุน เพราะทุกกองทุนมีผลตอบแทนไม่เท่ากัน
 
อีกประการที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนใน LTF หรือ RMF คือ ควรจะเลือกลงทุนในช่วงต้นปี หรือเฉลี่ยการลงทุนไปในช่วงต่าง ๆ ของปีจะดีกว่า เพราะจะสามารถซื้อกองทุนได้ในราคาที่ถูกกว่าช่วยปลายปี แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในระยะสั้นการลงทุนช่วงปลายปีก็เป็นทางเลือกที่ดี
 
5. ตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นหลัก

แม้การลงทุนใน LTF นั้นจะกำหนดให้ลงทุนในระยะเวลาขั้นต้นที่ครบ 7 ปีปฎิทิน แต่ความเป็นจริงนั้นเราไม่จำเป็นต้องขายคืนหน่วยลงทุนทันทีเมื่อครบกำหนด เพราะถ้าหากกองทุน LTF นั้นยังสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราอย่างสม่ำเสมอ เราก็ไม่จำเป็นต้องรีบขาย แต่ให้ถือหน่วยลงทุนต่อไปเพื่อรับผลตอบแทนที่มากกว่าในอนาคต
 
ทั้ง 5 ประการเป็นหลักคิดเบื้องต้นในการเลือก และตัดสินใจลงทุนในกองทุน LTF และ RMF แต่หากผู้ประกอบการต้องการซื้อให้ได้ผลตอบแทน และระยะเวลาตามที่ต้องการ อาจจะต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

LTF/RMF
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME