พ.ร.บ.คอมฯ กับผลกระทบต่อ SMEs

18 พฤษภาคม 2560

ในช่วงเริ่มต้นปรับพ.ร.บ.คอมฯฉบับปี 2560 มีนักวิจารณ์หลายกลุ่มออกมาตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพการใช้สื่อโซเชียลของคนไทยหรือไม่? จนมาถึงตอนนี้ก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่าประเด็นใหญ่ๆอย่างเรื่องซิงเกิล เกตเวย์ (Single Gateway) นั้นไม่ได้ถูกบันทึกลงใน พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้แต่อย่างใด สำหรับการเข้ามาควบคุมเสรีภาพหรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นการมาสร้างความเรียบร้อยในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธี (เรียกแบบนี้น่าจะถูกต้องกว่า)

พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับปี 2560 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการจัดการกับปัญหาเดิมๆที่ยังค้างคาไม่ชัดเจนในพ.ร.บ.คอมฯ ฉบับเก่าเมื่อปี 2550 และผลกระทบที่หนักสุดเห็นจะเป็นเหล่าพ่อค้าแม่ค้าทางออนไลน์ที่ต้องใช้สติให้ดีในการแชทคุยกับลูกค้า ความสุจริตใจในการประกอบอาชีพ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือออนไลน์อย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรม ซึ่งเรื่องที่ SMEs บนแพลทฟอร์มออนไลน์ของไทยต้องระวังมี 2 ประเด็นใหญ่ๆดังนี้

จริยธรรมผู้ประกอบการอยู่ไหน?
ในอดีตการหมิ่นประมาท การทำให้เสียชื่อเสียงการปลอมแปลงเว็บไซต์ การปลอมแปลงตัวตนบนโลกออนไลน์ และก่อให้เกิดความอับอาย จะอยู่ในมาตรา 14(1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท จึงทำให้มีการอ้างมาตรานี้ฟ้องร้องคดีกันเต็มไปหมด ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือกระทบต่อกลไกการตรวจสอบ แต่พ.ร.บ.คอมฯฉบับปี 2560 จะเข้าไปแก้ไขเกี่ยวกับความรัดกุมของกฎหมาย ถึงการหลอกลวงขายของ การที่ผู้ซื้อโอนเงินแล้วไม่ได้รับสินค้า การไลฟ์สดขายของละเมิดลิขสิทธ์  การปลอมแปลงสินค้าหรือหมิ่นประมาทต่างๆบนออนไลน์ โดยให้ไปใช้สิทธิ์ในกฎหมายอาญาแทน เพราะเนื่องจากไม่สามารถยอมความกันได้ จึงเป็นกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดกับการควบคุมผู้ค้าผู้ขายทางโลกโซเชียล เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมาย

หยุดการตื้อขายจนน่ารำคาญ
เรื่องของสแปม (Spam) ในพ.ร.บ.คอมฯฉบับเก่าระบุว่าผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ไปให้บุคคลอื่นแล้วมีการปลอมแปลง IP Address หรือที่มาของข้อมูล ซึ่งในอดีตของประเทศเรา เราจะไม่ปลอมแปลง แต่เป็นการส่งไปตรงๆเลย เช่นการขายตรงผ่าน เอสเอ็มเอส ไลน์ ฯลฯ เพื่อการขายตรงในสินค้าต่างๆ ในอดีตมีการส่งกันอย่างหนักทำให้กฎหมายใหม่ต้องออกมาบอกว่าห้ามส่ง หากต้องการส่งจริงๆต้องได้รับอนุญาตจากปลายทางก่อน ผู้บริโภคต้องสามารถกดยอมรับหรือปฏิเสธได้ หากไม่ได้รับอนุญาตแล้วส่งไป หลังจาก 24 พฤษภาคม 2560 จะมีโทษปรับการส่งสแปมไปในอีเมลล์หรือไลน์ ข้อความละ 200,000 บาท แต่หากผู้รับยอมตกลงให้ส่งได้ ผู้ให้บริการต้องมีข้อตกลงหรือจุดหรือปุ่มให้ผู้รับบริการสามารถบล็อกหรือยกเลิกการส่งข้อความ รูปภาพหรือวีดีโอนั้นได้ (กฎหมายบอกต่อว่าโดยง่าย นั่นหมายถึงต้องสามารถยกเลิกสแปมได้ไม่ซับซ้อนและหลายขั้นตอนเกินไป) ซึ่ง ณ ตอนนี้มีการเขียนว่าห้ามส่งสแปมทั้งในและต่างประเทศ ส่วนสิ่งที่กฎหมายไม่ระบุให้เป็นสแปมก็คือ การส่งที่สืบเนื่องมาจากสัญญาข้อตกลง “นิติสัมพันธ์” เช่น ไปสมัครขอเงินกู้จากธนาคาร ธนาคารก็มีสิทธิจะส่งข้อมูลต่างๆมาให้คุณได้ ซึ่งในแง่ของธุรกิจการให้บริการถือว่ากระทบอย่างมาก เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจรายใหญ่หรือรายเล็กก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
สองเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ๆที่ผู้ประกอบการไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง “เนื่องจากพ.ร.บ.คอมฯใหม่มีประเด็นการปรับแก้เพี่อมุ่งเน้นในการคุ้มครองผู้บริโภคและหลักศีลธรรมอันดีของผู้ใช้” ซึ่งหากมองดีๆแล้ว พ.ร.บ.คอมฉบับปี 2560 ยังช่วยให้ผู้ประกอบการบนสื่อออนไลน์ค้าขายกันอย่างสุจริตใจไม่หลอกลวงขาย จนทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ และถ้ามองให้ลึกลงไป ก็ยังทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการซื้อของทางออนไลน์ยิ่งขึ้น