SMART SMEs ต้องวางแผนภาษี

17 พฤษภาคม 2560

การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของเอสเอ็มอี แต่ในการดำเนินให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่นั้นเอสเอ็มอีจำเป็นจะต้องเรียนรู้เทคนิคของการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน หนึ่งในด้านสำคัญคือการวางแผนภาษี โดย SCB SME จะพาไปวางแผนภาษีให้กับผู้ประกอบการยุคใหม่
 
ในการวางแผนภาษีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น โดยปกติแล้วจะมีกรอบการพิจารณาอยู่ 2 ส่วน คือ
                1.ภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย เป็นต้น
                2.ภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรสามิต ภาษีศุลกากร
 
ในภาษีทั้งทางตรงนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีหลักที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องลดให้ได้ ขณะที่ภาษีป้าย และภาษีโรงเรือนและที่ดินก็เป็นภาษีที่สามารถลดได้เช่นกัน
 
ส่วนภาษีทางอ้อมนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแต่ละรายจะมีการเสียภาษีธุรกิจที่แตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีก จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีทางอ้อมค่อนข้างมาก ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกจะมีส่วนของภาษีศุลกากรมากกว่า
 
ลดภาษีด้วยการทำบัญชีเดียว
เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อแสดงบัญชีรายได้ในช่วงปีที่ผ่านมาพร้อมทั้งชำระภาษีตามพิกัดที่ภาครัฐกำหนดขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นภาครัฐมีนโยบายลดภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายมาตรการ ซึ่งช่วยให้เอสเอ็มอีชำระภาษีน้อยลงอย่างมาก
 
โดยมาตรการแรกที่ภาครัฐให้การสนับสนุนคือ มาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีทำบัญชีอย่างถูกต้อง ด้วยการขึ้นบัญชีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จัดทำบัญชีเดียว เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย โดยมาตรการดังกล่าวนั้น ภาครัฐกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรทีเกิดขึ้นจากการดำเนินการในปีภาษี 2559-2561 สำหรับนิติบุคคลที่มีกำไรไม่เกิน 3 แสนบาท และลดพิกัดภาษีเหลือ 10% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 3 แสนบาทในปี 2559 และ 15% ในปีถัดไป
 
นอกจากนี้ยังผลักดันให้เกิดสนับสนุนการทำบัญชีกับนักเรียนนักศึกษา ในสาขาบัญชีที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยสามารถนำค่าจ้างงานของนักเรียนนักศึกษาดังกล่าวมาหักลดย่อนรายได้ 2 เท่าของเงินเดือนค่าจ้างที่เกิดขึ้น
 
และหากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่จดทะเบียนระหว่างปีภาษี 2558-2559 และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลมีแผนผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทย (New Engine of Growth) ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มนี้สามารถขอใบรับรองจาก สวทช. และขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการกับกรมสรรพากร เพื่อขอรับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปีบัญชี
 
กลุ่มอุตสาหกรรมเดิม
กลุ่มอุตสาหกรรมเดิม


นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีแล้ว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องศึกษาในรายละเอียดอื่น ๆ  เช่น การลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เงินได้จากส่วนต่างมูลค่าหุ้นไม่ต้องเสียภาษี หรือเงินปันผลที่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
 
การหักค่าเสื่อม เป็นอีกส่วนที่ช่วยลดภาระทางภาษีลงได้เช่นกัน โดยการหักค่าเสื่อมนั้น บริษัทสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคิดค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องจักร หรืออาคารโรงงานได้ทันทีตั้งเริ่มดำเนินการในปีแรก
 
สิทธิพิเศษทางภาษีอื่น ๆ  เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่า ธุรกิจที่ทำอยู่มีโอกาสในการได้รับการลดหย่อน หรือหักค่าใช่จ่ายพิเศษอะไรบ้าง เช่น อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีหากสมัครเป็นสมาชิกสมาคม หรือเข้าร่วมในกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเงื่อนไขสิทธิพิเศษนี้มักจะแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ
 
การหักค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ  ค่าใช้จ่ายบางประเภทสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราพิเศษ เช่น เครื่องจักรประหยัดพลังงาน รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการยุทธศาสตร์ของรัฐเช่น การสนับสนุนการศึกษา การสนับสนุนการกีฬา หรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเป็นต้น
 
การหักลดหย่อนเหล่านี้ จะช่วยลดฐานภาษีที่เกิดขึ้นจากกำไรในแต่ละปี ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มเอี เสียภาษีในอัตราที่ลดลง และถูกต้องตามกฎระเบียบของภาครัฐ
 
อย่างไรก็ตาม ภาษีเป็นการสนับสนุนรายได้ให้ประเทศ เพื่อที่รัฐจะนำรายได้เหล่านั้นไปพัฒนาประเทศ และส่งเสริมงานต่าง ๆ  ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกรายที่มีเงินได้จึงควรจะต้องเสียภาษีอย่างถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย การวางแผนภาษีเป็นเพียงการบริหารจัดการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการรู้จักชำระภาษีอย่างชาญฉลาด


#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME