เมียนมา โอกาสทองของเอสเอ็มอี

18 กันยายน 2559

การเปิดประเทศของเมียนมา เป็นโอกาสทองของเอสเอ็มอีในการเปิดตลาดสินค้าพื้นฐาน เช่น ปัจจัย 4 และอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ต้องการ เอสเอ็มอีที่มีความพร้อมควรให้ความสำคัญกับตลาดเมียนมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม เมียนมายังคงมีอุปสรรคในการลงทุนที่ควรระวังอยู่
 
การเปิดประเทศของเมียนมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างมาก เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานของเมียนมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเม็ดเงินที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ขณะที่อุตสาหกรรมอื่น เช่น Manufacturing, Logistic ,Mining , Real Estate ฯลฯ ก็มีการพัฒนาเช่นกัน
 
การพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมนำร่องเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจ SCB SME จึงอยากให้เอสเอ็มอีที่มีความพร้อมในการรุกตลาดในกลุ่มประเทศ AEC  ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าลองเข้าสู่ตลาดเมียนมาเพื่อเป็น First Mover ซึ่งแน่นอนว่าการเป็น First Mover จะมาพร้อมกับความยากลำบากในการบุกเบิกตลาด แต่นั่นก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าถ้าประสบความสำเร็จ
 
ผู้ประกอบการต้องพิจารณาอุปสรรคที่อาจเผชิญในการประกอบธุรกิจ เช่น ค่าเช่าอาคารสำนักงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการฝึกฝน และพัฒนาแรงงาน รวมถึงการขาดแคลนแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไป เป็นต้น
 
สิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ในการการทำธุรกิจข้ามประเทศ เช่น การฝึกทักษะด้านภาษา และการศึกษากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้นนอกจากนี้การเริ่มต้นจากการติดต่อกับพ่อค้าชายแดน ซึ่งคุ้นเคยกับการติดต่อกับคนไทยอยู่แล้ว อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวสู่เมียนมา มากกว่า การขยับเข้าไปลงทุนธุรกิจด้วยตัวเอง
 
ปัจจุบันชาวเมียนมาในเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่สังคมเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจวัฒนธรรมตะวันตก พร้อมที่จะใช้เงินเพื่อจับจ่ายสินค้าแฟชั่น แบรนด์เนม และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ดีของเอสเอ็มอีไทยในการบุกเบิกตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของคนเมียนมา ก็ยังมีส่วนที่คล้ายคลึงกับไทยค่อนข้างมาก
 
จากการสำรวจข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า สินค้าแบรนด์ไทยยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากความเชื่อถือด้านคุณภาพ และมาตรฐานการผลิต ทำให้สินค้าไทยได้รับความนิยมสูงใน 4 ประเภทหลัก ได้แก่ สินค้าอุโภคบริโภค อะไหล่รถยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร และเครื่องสำอาง โดยสินค้าไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าเกรดเอ ที่มีคุณภาพมากกว่าสินค้าจากจีน
 
ขณะเดียวกันการเจริญของสังคมเมือง กับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเอสเอ็มอี ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ทั้งวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน เช่น  อิฐ หิน ปูน ทราย และเหล็ก ตลอดจนถึงผู้ประกอบการในกลุ่มตกแต่ง เช่น วัสดุตกแต่ง สี เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
 
สำหรับช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภคนั้น โทรทัศน์ยังเป็นสื่อแมสที่เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด ขณะที่ความตื่นตัวในการใช้สมาร์ทโฟน และสื่อออนไลน์กำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในเมืองอย่างรวดเร็ว การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม
 
โดยสรุปแล้ว การเปิดประเทศของเมียนมาเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจไทย ทั้งจากวัฒนธรรม และค่านิยมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเมียนมาได้ไม่ยาก ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่ของไทยได้รับความนิยมมากอยู่แล้ว จึงง่ายในการที่จะใช้แบรนด์ไทยสื่อสารกับผู้บริโภคเมียนมา โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ยังเป็นธุรกิจหลักที่ใช้ในการเปิดตลาดได้เป็นอย่างดี ขณะที่สินค้าแฟชั่นก็มีโอกาสในการเข้าถึง และเติบโตได้อีก
Myanmar
Myanmar Business
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME