เอสเอ็มอีแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

19 มกราคม 2560

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีธุรกิจอยู่แล้ว หรือ กำลังอยากเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น เรามักจะประหลาดใจว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มากกว่า 80% ไม่เคยทำแผนธุรกิจมาก่อน ไม่มีการวางแผนการเงิน และไม่มีการวางแผนการตลาด ซึ่งนั่นเป็นผลกระทบอย่างหนึ่งที่ทำให้อัตราการอยู่รอดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่ำกว่าที่คาดคิด  ดังนั้นวิธีการหนึ่ง ที่จะเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของเอสเอ็มอีคือ “การเริ่มต้นทำแผนธุรกิจ แผนการเงินและการตลาด” อย่างจริงจัง
 
ในการเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ของธุรกิจที่ชัดเจนเสียก่อน
เช่น  สินค้าและบริการที่จะนำเสนอเป็นอย่างไร จะเสนอขายให้ใคร เสนออย่างไร จุดแข็งจุดอ่อนของสินค้าและบริการว่าเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แผนการตลาด และแผนการเงิน ตลอดจนถึงเป้าหมายของธุรกิจว่าต้องการมีความสำเร็จระดับใด ในระยะเวลาเท่าไร SCB SME จึงมีคำถามมาให้ผู้ประกอบการช่วยกันตอบว่า จะทำแผนธุรกิจที่ดี ควรต้องตอบคำถามให้ครบถ้วน เช่น

1.เป็นธุรกิจอะไร ประเภทไหน และมีโครงสร้างอย่างไร
2.ธุรกิจนี้น่าลงทุนหรือไม่ 
3.เป็นธุรกิจนี้ที่มีจุดแข็งและความได้เปรียบอย่างไร
4.สินค้าที่จะผลิตมีประสิทธิภาพเท่าไร 
5.โอกาสทางการตลาดของสินค้าเป็นอย่างไร
6.การวางแผนในการบริหารจัดการเป็นอย่างไร การลงทุน การเตรียมคน เตรียมเครื่องจักร และการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ
7.ธุรกิจที่จะทำมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากน้อยเท่าไร

ทำไมต้องมีแผนธุรกิจ?
ในอดีตคนรุ่นก่อน เริ่มธุรกิจจากเสื่อผืนหมอนใบ หลายคนประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจระดับพันล้านหมื่นล้าน แน่นอนว่า คนเหล่านั้นไม่ได้เรียนรู้เรื่องการเขียนแผนธุรกิจเช่นกัน จึงมีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า คนที่สำเร็จโดยไม่มีแผนธุรกิจก็มีให้เห็น แล้วทำไมจึงต้องทำแผนธุรกิจให้เหนื่อยด้วย


คำตอบของคำถามนี้ที่มีความสำคัญที่สุดคือ ธุรกิจในปัจจุบันมีอัตราเร่งสูงกว่าในอดีตมาก ปัจจัยต่าง ๆ ผันแปร
อย่างรวดเร็ว ขณะที่เงินลงทุนของผู้ประกอบการก็มีจำกัด ดังนั้นการลงทุนแต่ละครั้งจึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจ
ว่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ ซึ่งการจะยืนยันแนวคิดธุรกิจว่ามีโอกาสสำเร็จมากหรือน้อยนั้น แผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ โดยแผนธุรกิจจะบ่งบอกถึง

1.เจ้าของธุรกิจมีความรู้ความสามารถ และเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ไม่ใช่แค่เพียงคิดฝัน แผนที่ดีจะสร้างความมั่นใจ
ให้กับหุ้นส่วนและธนาคารในฐานะผู้ที่ร่วมลงทุน หรือผู้ปล่อยเงินกู้ให้กับธุรกิจอีกด้วย
                                                                          
2. ความสมบูรณ์ครบถ้วนของแผนจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าของธุรกิจมีความสามารถและความใส่ใจเพียงใด
เพราะถ้าแผนขอกู้ยังไม่มีคุณภาพ ย่อมคาดหวังไม่ได้กับคุณภาพการประกอบการในอนาคต
 
3.เจ้าของธุรกิจมีการเตรียมตัวอย่างดี มีความพร้อมในธุรกิจที่จะลงทุน ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความรู้เท่าทันในธุรกิจนั้น ๆ ขนาดไหน ยิ่งถ้ามีระดับการเตรียมพร้อมและทางหนีทีไล่มากเท่าไร ยิ่งทำให้ผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ให้กู้ รู้สึกถึงความเสี่ยงน้อยลงเท่านั้น 
 
4.สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเจ้าของธุรกิจ คือเป็นผู้เล็งการณ์ไกล และมีวิธีจะจัดการกับสิ่งท้าทายในอนาคต
 
นอกจากนี้แผนธุรกิจที่ดี ยังเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในอนาคตของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กร รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนภายนอกที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่กิจการในอนาคตได้

องค์ประกอบของแผนธุรกิจ


1.บทสรุปสำหรับผู้บริหาร เป็นส่วนที่สรุปใจความสำคัญ ๆ  ของแผนธุรกิจทั้งหมดให้อยู่ในความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า ส่วนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้ร่วมลงทุนจะอ่านเพื่อตัดสินใจว่า แผนธุรกิจนี้น่าสนใจหรือไม่ ดังนั้นในบทสรุปผู้บริหารต้องชี้ให้ว่าในแผนธุรกิจต้องมีดังนี้
- ชี้ให้เห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ
- ชี้ให้เห็นสินค้าและบริการมีใครเป็นลูกค้าเป้าหมายและมีแนวทางเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างไร
 
2.ประวัติย่อของกิจการ องค์ประกอบส่วนนี้เป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการก่อตั้ง
ทั้งในด้านรูปแบบการจัดตั้งหรือจดทะเบียน ตลอดจนแนวคิดและที่มาของการเล็งเห็นโอกาสทางการตลาด การคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการ ที่ต้องการนำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นอกจากนี้ยังควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมาย
ระยะที่ต้องการให้เป็นในอนาคต 


3.การวิเคราะห์สถานการณ์ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เครื่องมือ SWOT Analysis ในการวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน เพื่อมองหาจุดแข็ง (Strength) และจุดอ่อน (Weaknesses) ของกิจการ
และการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เพื่อมองหาโอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Threats) ของกิจการ
 
การเริ่มต้นทำแผนธุรกิจ คือ การพยายามทำความเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของปัจจัยสำคัญ ๆ  ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การแข่งขัน ความน่าสนใจโดยรวม
ของอุตสาหกรรม ตลอดจนความสามารถในการทำกำไร และความพร้อมในด้านต่าง ๆ  ของกิจการ ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์จึงเป็นงานอันดับแรกที่สำคัญที่ผู้ทำธุรกิจควรกระทำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดทิศทาง กลยุทธ์
และแผนการดำเนินงานของกิจการ
 
4.วัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ คือผลลัพธ์ที่เจ้าของธุรกิจต้องการในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่ระบุในแผน
ซึ่งเป็นได้ทั้งเป้าหมายโดยรวมของกิจการและเป้าหมายเฉพาะด้าน เช่น เป้าหมายทางการตลาด เป้าหมายทางการเงิน เป้าหมายทางการผลิต เป็นต้น นอกจากนี้เป้าหมายทางธุรกิจอาจแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามระยะเวลาได้อีกด้วย

5.แผนนำ คือ แผนการตลาด คือการกำหนดทิศทางและแนวทางการตลาด ตลอดจนกลไกในการตรวจสอบ
และประเมินผลกิจกรรมทางการตลาดไว้ล่วงหน้า โดยทั่วไปแผนการตลาดต้องประกอบด้วยส่วนหลัก ๆ 4 ส่วน
1.เป้าหมายทางการตลาด
2.การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย
3.กลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาด ประกอบด้วย กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน
กลยุทธ์เพื่อการเติบโตทางการตลาด และกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด
4.การควบคุมและประเมินผลทางการตลาด 

6.แผนการผลิต แผนการผลิตและการปฏิบัติที่ดีจะต้องสะท้อนถึงความสามารถของกิจการในการจัดการกระบวนการผลิตและปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งจะต้องแสดงกระบวนการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบ (Input) กระบวนการแปลงสภาพ (Process) จนถึง การสำเร็จเป็นผลผลิต (Output) ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องสะท้อนถึงต้นทุนวัตถุดิบ การผลิต เครื่องจักร และแรงงาน อย่างครบถ้วน
 
7. แผนการจัดการและแผนผังองค์กร เจ้าของธุรกิจต้องกำหนดโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน โดยแสดงแผนผังโครงสร้างขององค์การว่าประกอบด้วยหน่วยงานอะไรบ้าง หน่วยงานแต่ละหน่วยมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง รวมถึงตำแหน่งบริหารหลัก ๆ ขององค์กร ส่วนนี้จะสะท้อนถึงการจัดการ การวางตัวผู้ทำงานแต่ละส่วน ซึ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของธุรกิจ
 
8.แผนการเงิน แผนธุรกิจต้องสรุปได้ว่า แผนที่จัดทำขึ้นนั้น จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนเท่าใด แหล่งที่มาของเงินทุน (Financing Activities) การตัดสินใจนำเงินไปลงทุน (Investing Activities) กิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities) ซึ่งประกอบไปด้วยการผลิต การซื้อ การขาย และการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งนักบัญชีจะเป็นผู้นำเสนอผลของกิจกรรมทั้งสาม และสรุปออกมาเป็นงบการเงิน (Financial Statements) ซึ่งเป็นรายงานขั้นสุดท้ายที่จะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลทางการเงินของธุรกิจ
 
หรืออาจจะเป็นงบการเงินที่ครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าในรอบระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ธุรกิจมีฐานะการเงินอย่างไร มีกำไรหรือขาดทุน มีการเปลี่ยนแปลงในเงินสดอย่างไรบ้าง เพิ่มขึ้นหรือลดลง และสาเหตุเกิดจากอะไร
 
9.แผนการดำเนินงาน คือ การกำหนดกิจกรรมของกลยุทธ์แต่ละด้านให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยในทางปฏิบัติผู้ประกอบการอาจจะทำแผนการดำเนินงานในลักษณะของตารางที่มีรายละเอียดของเป้าหมาย กลยุทธ์ วิธีการ งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินการ โดยจัดทำรายละเอียดเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ ตามที่ผู้ประกอบการต้องการ

10.แผนฉุกเฉิน เป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ต้องมีการคิดและเขียนไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นการเตรียมแนวทางการดำเนินงานในกรณีที่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนส่งผลกระทบในทางลบกับกิจการ
ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประกอบการควรอธิบายลักษณะความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปอย่างราบรื่นตามแผนที่กำหนดไว้ 
 
ทั้ง 10 ส่วนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของแผนธุรกิจ อย่างไรก็ตามแผนธุรกิจแต่ละแผนอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน อาจจะมีองค์ประกอบส่วนอื่นหรือมีองค์ประกอบไม่ครบ 10 ส่วนก็ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการ อาจจะเลือกปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนธุรกิจ หรือปรึกษากับธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการก็ได้
SCB Business Plan

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME