Smart Farming โอกาสใหม่เอสเอ็มอี

21 พฤศจิกายน 2559

Smart Farming โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคเกษตรในวันนี้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าเดิมถึง 200% เพียงแค่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้อย่างถูกวิธี โดยมีทางเลือกอยู่มากมาย
 
สภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลก กอปรกับกระแสการตื่นตัวในเรื่องการทำเกษตรนวัตกรรมหรือที่เรียกว่า Smart Farming ทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับภาคการเกษตรมากขึ้น โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ส่วนหนึ่ง ได้ต่อยอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและกลับไปพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่มรดก ในขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีเงินทุน ก็ลงทุนในการซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรเช่นกัน แนวโน้มการทำเกษตรนวัตกรรมจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
เกษตรนวัตกรรมอาจจะเป็นสิ่งใหม่ที่มีการพูดถึงในสังคมไทยเมื่อไม่นานนี้ แต่ในต่างประเทศเริ่มมีกล่าวถึงเป็นระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเกษตรนวัตกรรมสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เช่น การปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทยที่ได้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยที่ 644 กิโลกรัม เปรียบเทียบกับเกษตรกรอเมริกาที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่เท่ากัน แต่ให้ผลผลิตสูงถึง 1,691 กิโลกรัมต่อไร่ นั่นหมายถึงนวัตกรรมมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตได้เกือบ 200% เลยทีเดียว
 
ดังนั้นเกษตรกรยุคใหม่ จึงต้องเรียนรู้การใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ให้สูงขึ้น หมายถึงความคุ้มค่าต่อการลงทุนที่มากกว่า และระยะเวลาการคืนทุนจากการลงทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งนี้ยังไม่รวมถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรทั่วโลกที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประมาณการว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นราว 35% เป็น 9.7 พันล้านคนในปี 2050
 
ดังที่กล่าวแล้วว่า การเกษตรนวัตกรรมเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้

            1. การเติบโตของเกษตรกรรม ยังเป็นภาคการผลิตที่มีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4
            2. การใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ สินค้าปลอดสาร และสินค้าออแกนิค
            3. Aging Society ทำให้คนทานผักเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรยังเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และกระแสการบริโภคผักยังเติบโตตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่ Aging Society อีกด้วย
 
เกษตรนวัตกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบัน เกษตรนวัตกรรมนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางกว้าง ๆ คือ

เกษตรกรรมแบบกลางแจ้ง (Outdoor Farming) เป็นรูปแบบเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องต่อสู้กับสภาพดินฟ้าอากาศ
เกษตรกรรมในร่ม (Indoor Farming) เป็นรูปแบบเกษตร ในสิ่งปลูกสร้างที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ให้เหมาะสมตามที่ต้องการ
           
เกษตรนวัตกรรมแบบกลางแจ้งนั้น เป็นระบบการเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ทำนาและทำไร่บนพื้นที่กลางแจ้ง แต่มีการใช้นวัตกรรมและเซ็นเซอร์แบบต่าง ๆ มาช่วยในการตรวจวัด เช่น อุณหภูมิ ค่าความชื้นในดิน คุณภาพของน้ำ โดยโมเดลต้นแบบของการเกษตรนวัตกรรมแบบกลางแจ้ง คงต้องยกให้กับประเทศญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย
 
การทำงานของเกษตรนวัตกรรมของญี่ปุ่นนั้น สามารถแบ่งประเภทของเทคโนโลยีที่ใช้ออกได้เป็น 3 ประเภท

1. การจัดเก็บข้อมูล Big Data ของสภาพแวดล้อมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในฟาร์ม ด้วยเซ็นเซอร์ประเภทต่าง ๆ  รวมถึงการใช้เครื่องจักรกล หุ่นยนต์ตรวจวัด ตลอดจนถึงเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงในการทำงานแบบต่าง ๆ 
2. การใช้ Mobile Device เป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกและเรียกดูข้อต่าง ๆ
3. การใช้งานระบบ Cloud Computing ที่จะทำให้พารามิเตอร์ในการเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต สภาพผลผลิต เชื่อมโยงกันหมด จากไร่นาไปสู่โรงงานแปรรูป และผู้จัดส่งอาหาร ไปถึงผู้บริโภค รวมถึงการเชื่อมโยงบริการอื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด

การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้เกษตรกรเห็นตัวแปรที่มีผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตโดยละเอียด และควบคุมตัวแปรดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตได้

อย่างไรก็ตามเกษตรแบบกลางแจ้ง ยังมีข้อด้อยที่สำคัญคือ การควบคุมตัวแปรที่มีผลต่อการเพาะปลูกทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ดังนั้นจึงมีผู้ประกอบการอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดทำการเกษตรในที่ร่มขึ้น โดยพยายามที่จะควบคุมปัจจัยทั้งหมดที่มีผลต่อการเติบโตของพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด
 
Pink House แสงชมพูในโรงเรือน

ปัจจุบันจึงมีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นการเพาะปลูกในที่ร่มขึ้น โดยมีการนำเอาหลอดไฟ LED ที่ให้เฉพาะแสงช่วงที่พืชต้องการ คือ สีแดง กับ สีฟ้ามาใช้ทดแทนแสงอาทิตย์ ซึ่งแสงทั้งสองนี้เมื่อให้ความสว่างพร้อมกันจะได้แสงสีชมพูอมม่วง โรงเรือนแบบดังกล่าวจึงเรียกว่า Pink House

Pink House เป็นโรงเรือนในร่ม ที่มีจุดเด่นคือ สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพน้ำ และปริมาณของแสดงได้ตามต้องการ โดยมีหลายลักษณะเช่น ตั้ง Lack สูงขึ้นเป็นชั้น ๆ หรือจะปลูกเพียงชั้นเดียวก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่โกดังขนาดใหญ่ ที่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันแมลงและศัตรูพืช

ปัจจุบัน Pink House มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งผลการวิจัยที่พบส่วนใหญ่ระบุว่า การควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะทำให้พืชที่ปลูกใน Pink House โตเร็วกว่าพืชที่ปลูกในสภาพอากาศทั่วไป ทั้งนี้เพราะสามารถควบคุมปริมาณของแสง ความชื้นและน้ำได้อย่างเหมาะสม

แต่ความโดดเด่นจริง ๆ  ของ Pink House อยู่ที่การประหยัดพื้นที่ ทำให้ปริมาณการเพาะปลูกต่อพื้นที่สูงขึ้นมาก จึงให้ความคุ้มค่าต่อพื้นที่ ขณะเดียวกัน การติดตั้งแสงจาก LED ทำให้สามารถควบคุมปริมาณให้กระจายอย่างทั่วถึงไปยังพืชทุกต้น


Smart Farming เป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคเกษตรให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบทั้งในแง่การแนะนำการปลูกพืชให้เหมาะสมต่อพื้นที่ และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยภาครัฐควรสนับสนุนงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ การรวมแปลงของเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนในการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี
 
ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการเกษตรควรสร้างความเข้าใจทางด้านเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเพื่อให้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยอาจรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้ความรู้ในเรื่องการนำเข้าเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อพันธุ์พืชและสภาพอากาศของไทย
 
นอกจากนี้  Smart Farming ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมไอที และ Tech Startup ที่จะพัฒนาแอพพลิเคชันใหม่ๆ ที่ช่วยตรวจวัดและคำนวณ Big Data เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและใช้องค์ความรู้ทางการเกษตรอย่างแท้จริงวันนี้ Smart Farming จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

SCB Smart Farmer
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี #SCBSME