รู้ก่อนได้เปรียบก่อน ทิศทางตลาดสุขภาพและความงามใน AEC

9 มิถุนายน 2560

Highlight :
  • ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเครื่องสำอางที่จะไปขายในต่างแดนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
  • ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย ถ้าสร้างสินค้าให้มีความแตกต่างจะช่วยให้สินค้าของเรามีความน่าเชื่อถือและสร้างการจดจำได้มาก
  • สารสกัดจากธรรมชาติกับสารสังเคราะห์มีผลต่อตัวผลิตภัณฑ์ ดังนั้น หากต้องการทำธุรกิจเครื่องสำอางให้มีความแตกต่าง ควรคำนึงถึงสารสกัดและกลุ่มประเทศที่จะนำเข้าเครื่องสำอางด้วย
  • การทำธุรกิจเครื่องสำอางในต่างประเทศควรดูวัฒนธรรมและพีเรียดเวลาให้เหมาะสม เพื่อจะได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายหลักได้ตรงกลุ่ม
  • การทำธุรกิจตลาดเครื่องสำอางในต่างประเทศ วัฒนธรรมองค์กรของเราก็มีส่วนสำคัญ เพราะหากคนในองค์กรมีจิตใจที่ดี พร้อมที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทางที่ดี ก็จะทำให้สินค้าของเรามีคุณภาพ
ปัจจุบันธุรกิจ SMS มีการแข่งขันสูง ไม่เพียงแต่เฉพาะผลิตขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่การมุ่งสู่ตลาดต่างประเทศอย่างกลุ่ม AEC นับเป็นโอกาสเหมาะซึ่งจะช่วยพัฒนาสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ในอนาคต สำหรับงาน SME FEST Fashion Health & Beauty ที่เพิ่งจัดเสร็จไปนั้น ทาง SCB SME ได้เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเครื่องสำอางมาให้ข้อมูลในการทำการตลาดเครื่องสำอางในต่างแดน โดยมี คุณวุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร จากบริษัท Quality Plus Aesthetic International Company Limited บริษัทเครื่องสำอางที่ประสบความสำเร็จและขยายกลุ่มตลาดไปต่างประเทศมากมาย มาดูกันว่าหากผู้ประกอบการ SME อยากจะเข็ญธุรกิจเครื่องสำอางเข้าไปใน AEC ต้องทำอย่างไร

ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมีส่วนสำคัญในการเข้าตลาดต่างประเทศ
การจะนำพาธุรกิจเครื่องสำอางแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางในต่างประเทศนั้น เราต้องดูว่าประเทศไหนบ้างมีกำลังซื้อและต้องการสินค้าประเภทเดียวกับที่แบรนด์เราทำ อาจดูจากความนิยมของคนในแต่ละประเทศว่าสนใจสินค้ากลุ่มไหน เช่น การเข้าไปตั้งเซลล์ออฟฟิศ แบบมินิมัลบัดเจ็ด ซึ่งเมื่อเรามีพาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศแล้ว ก็จะเจรจาและพูดคุยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทรนการซื้อขายเครื่องสำอาง ปัจจุบันมีบทบาทอย่างมากในรูปแบบออนไลน์ อีคอมเมิร์ช ซึ่งรายได้การซื้อขายกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จมากกว่าแบบออฟไลน์หลายเท่านัก เช่น การทำธุรกิจในประเทศเวียดนาม จีน หรือในกลุ่มแถบประเทศยุโรป เป็นต้น
 
ตลาดเครื่องสำอางในไทย ถ้าสร้างสินค้าให้มีความแตกต่างจะช่วยให้สินค้าของเรามีความน่าเชื่อถือ
สำหรับตลาดเครื่องสำอางในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างมาก หากแบ่งเป็นกลุ่มก็จะได้ 3 แบบ คือ กลุ่มบอดี้แคร์ สเปเชียลแคร์ และแฮนด์แคร์ ซึ่งคนไทยจะดูแลและแคร์ผิวหน้ามากกว่าผิวกาย ถ้าดูตามเทรนปีหน้าสิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดที่เป็นแอนไท-เอจจิ้ง หากธุรกิจ SME เครื่องสำอางใดจะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ของตัวเองควรลองสร้างความแตกต่างโดยทำการวิจัยเพื่อให้แบรนด์ยั่งยืนสร้างการจดจำ โดยในประเทศไทยมีสถาบันวิจัยต่างๆ ที่มีความพร้อม หากนึกไม่ออกก็ลองสอบถามจาก สวทช. ดูได้
 
สารสกัดจากธรรมชาติกับสารสังเคราะห์มีผลต่อตัวผลิตภัณฑ์
ความสำคัญในการทำธุรกิจเครื่องสำอาง ต้องคำนึงถึง 5 ส่วนคือ เบส สี กลิ่น แอ็กทีฟ และสารกันเสีย โดยการสร้างเนื้อครีมให้หลากหลาย เช่น การเล่นความแตกต่างในเรื่องของสารสกัดที่เป็นธรรมชาติและสารสังเคราะห์ แบบที่ใช้ไปแล้วเห็นผลระยะสั้น เช่น รองพื้นที่ทาไปแล้วพอล้างหน้าออกก็ผิวหน้าเหมือนเดิม หรือตัวเครื่องสำอางที่เป็นลองเทอม คือใช้แล้วเห็นผลระยะยาว เช่น ครีมบำรุงผิวหน้าให้หน้าเนียนนุ่ม ขาวใส เหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญมาก เพราะลูกค้ามักจะตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยอารมณ์เป็นหลัก อย่างจะทำตลาดธุรกิจเครื่องสำอางในต่างประเทศ การเน้นตัวผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากไทย เช่น สมุนไพรต่างๆ จะช่วยให้สินค้าขายดี ในทางกลับกัน ถ้าจะทำขายคนไทย ควรจะเน้นส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะคนไทยนิยมมากกว่า
 
การทำธุรกิจเครื่องสำอางในต่างประเทศควรดูวัฒนธรรมและพีเรียดเวลาให้เหมาะสม
ในประเทศเวียดนาม จะมีช่วงแบล็กมูน คือคนเวียดนามจะไม่ทำการค้าขาย อยู่ราวเดือน 7-8 หากคิดจะขยายธุรกิจเครื่องสำอางไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งควรดูกฎหมาย ดูวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเป็นสำคัญด้วย เช่น ถ้าจะขายของให้คนเวียดนามตอนใต้ วัฒนธรรมของคนที่นั่นจะชอบสนุกสนาน ผู้ทำธุรกิจก็ต้องไปแฮงเอาต์กับเค้า เพื่อจะได้รู้จักตัวตนของคนที่นั่น เพื่อจะได้เข้าใจพาร์ทเนอร์ที่จะทำธุรกิจในอนาคต เป็นต้น
 
การทำธุรกิจตลาดเครื่องสำอางในต่างประเทศ วัฒนธรรมองค์กรของเราก็มีส่วนสำคัญ
การมีทีมงานดี มีความสามัคคีในการทำงานก็จะช่วยให้โอกาสในการพัฒนาคุณภาพสินค้ามีสูงขึ้น เช่น การจัดอบรม หรือลงไปช่วยชุมชน สอนการทำสบู่ การเชิญนักวิจัยจากต่างประเทศมาบรรยาย หากแบรนด์ใดที่ยังอยู่ในสเกลที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่มีเครื่องมือพร้อมมาก ควรให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลเบื้องต้นของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ขอเบอร์โทร. อีเมล เพื่อไปทำบุ๊กแทร็ก เก็บฐานข้อมูลไว้ในอนาคต จากนั้นค่อยมาทำสต๊อกสินค้า ดูความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เราได้ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และพัฒนาองค์กรต่อไปได้ การทำให้พนักงานในองค์กรมีความสุข ภูมิใจและสบายใจในการทำงาน ก็จะช่วยให้องค์กรขยายตัวได้ด้วยตัวของมันเอง