สร้างแบรนด์ไทย ให้ไกลถึงอาเซียน

24 มีนาคม 2561

               ในยุคที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ถือกำเนิดขึ้น ได้สร้างความเจริญเติบโตให้ประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสทองให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV นับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม เพราะมีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งค่าจ้างแรงงานยังไม่สูงมากนัก ประกอบกับมีพรมแดนติดกับประเทศไทย แต่ตลาด CLMV เป็นอย่างไร จะเข้าไปผ่านช่องทางไหน และควรโฟกัสหรือระมัดระวังเรื่องใดบ้าง SCB SME ได้เชิญ คุณศุภชัย จูพาณิชย์ เจ้าของแบรนด์เดอลีฟ ทานาคา มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในสัมมนา “สร้างแบรนด์ไทย ให้ไกลถึงอาเซียน" เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยกับการบุกตลาดในภูมิภาคอาเซียน

               จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของคุณกอล์ฟ ศุภชัย จูพานิชย์ มาจากประสบการณ์การทำงานประจำในการดูแลระบบขนส่งสินค้าไปยังประเทศอาเซียน แต่ด้วยความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองจึงได้เริ่มศึกษาข้อมูลสินค้า และเริ่มทดลองตลาดสินค้าของตัวเอง ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้นมีลักษณะคล้ายกับ SME ส่วนใหญ่ คือ มีเงินลงทุนไม่มาก การเลือกช่องการโฆษณาจึงไม่อาจสู้กับแบรนด์ผลิตภัณฑ์ใหญ่ ๆ ได้ และการไปเปิดตลาดใหม่ยังต่างประเทศนั้นก็ต้องใช้ช่องทางที่เหมาะสม และอาศัยเงินลงทุน คุณกอล์ฟ จึงได้ปรับวิธีการมาใช้ช่องทาง Social Media คือ Facebook ในการทำการตลาดแทนการทำป้ายโฆษณา หรือลงโฆษณาทางโทรทัศน์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก นอกจากนั้นการใช้ Facebook ยังเป็นช่องทางสื่อสารที่เหมาะกับประเทศไทย เพราะเป็นช่องทางที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ โดยเฉพาะกับสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ความสวยความงาม ซึ่งลูกค้ามักให้ความสำคัญกับการแนะนำสินค้าจากผู้ที่น่าเชื่อถือหรือบุคคลที่เป็นที่นิยม แต่การตลาดลักษณะนี้อาจไม่สามารถนำไปใช้กับทุกประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน จึงต้องเปลี่ยนช่องทางการตลาดให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เช่น ประเทศเมียนมาร์ยังไม่นิยมใช้สื่อออนไลน์ ดังนั้นการใช้ Facebook จึงไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ จึงต้องปรับวิธีการสื่อสารโดยให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าและบอกต่อถึงคุณภาพของสินค้านั้นเอง

               ประเทศในแถบอาเซียน มักมีความต้องการของสินค้าไทยค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นโอกาสดีของสินค้าไทยในการเปิดตลาดในประเทศแถบนี้ ถ้า SME รายใหม่ อยากเปิดตลาด คุณกอล์ฟแนะนำว่า ประเทศลาว เป็นประเทศที่น่าสนใจเป็นประเทศแรก ๆ เพราะมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับประเทศไทย และคนลาวนิยมใช้สินค้าไทย แต่ก่อนเปิดตลาดควรศึกษาตลาดให้รอบด้าน วิธีการนำสินค้าเข้าไปขายก็มีหลายวิธี เช่น ออกงานแสดงสินค้า หาคู่ค้าเจรจาธุรกิจร่วมกัน หรือหา connection ทางธุรกิจที่ดี แต่วิธีที่ดีที่สุด คือ การทำสินค้าเราให้มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักและสร้างความต้องการให้กับลูกค้า เพราะเมื่อสินค้าของเราจะเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีกที่นำสินค้าไปขายในประเทศของตน อาจสนใจและติดต่อเข้ามาด้วย

               สำหรับราคาสินค้าในแต่ละประเทศควรเป็นอย่างไร คุณกอล์ฟ กล่าวว่า ควรหาคู่แข่ง หรือ ตัวอย่างสินค้าในประเทศนั้น นำมาเปรียบเทียบกับสินค้าของเรา ว่าเราจะอยู่ในระดับใด หรือจุดไหนของตลาด เพราะค่าครองชีพแต่ละประเทศไม่เท่ากัน กำลังซื้อสินค้าจึงแตกต่างกัน หากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนราคา มีเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ราคาสินค้าของเราไม่เหลื่อมล้ำกันในแต่ละประเทศ นั่นคือการเปลี่ยนแบรนด์ บรรจุภัณฑ์ หรือพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับประเทศนั้น และจำหน่ายเฉพาะตลาดในประเทศนั้นเพียงแห่งเดียว ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้

               สุดท้ายคุณกอล์ฟ ฝากเตือนผู้ประกอบการ SME ทุกท่าน ทุกครั้งที่เปิดตลาดใหม่ ขอให้ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน รวมถึงคู่ค้าที่เข้ามาเสนอแผนในการขยายตลาดด้วย ทุกครั้งต้องคิดอยู่เสมอว่า สิ่งที่ลงทุนไปคุ้มค่าหรือไม่ คนกลางมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และสินค้าเราตอบโจทย์กับผู้บริโภคในประเทศนั้นแล้วหรือไม่ การทำธุรกิจทุกอย่างต้องรอบคอบ แต่ข้อดีของการเป็น SME คือ สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าแบรนด์ใหญ่ ดังนั้นแม้ทุนทรัพย์ของ SME จะน้อยกว่า แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้เร็วกว่าแบรนด์ใหญ่ จึงเป็นจุดแข็งที่สามารถสู้กับแบรนด์ใหญ่ได้