เรียนลัดเรื่องกล้องมือถือ ถ่ายภาพสวยแม้ไม่ใช่มือโปร

29 พฤษภาคม 2561

HIGHLIGHT

- ปัจจุบันกล้องมือถือจะพัฒนาจนมีขีดความสามารถให้ภาพถ่ายออกมาได้สวย โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยเพียงแค่กดชัตเตอร์ปุ่มเดียวเท่านั้น แต่หากอยากได้ภาพที่มีคุณภาพระดับมือโปร จำเป็นต้องศึกษาฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนมือถือ เพื่อการตั้งค่าที่เหมาะสมกับการใช้งาน

- สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ถ่ายภาพออกมาได้สวย คือการฝึกถ่ายบ่อย ๆ เพราะจะทำให้เราคุ้นเคยกับการตั้งค่าต่าง ๆ บนตัวกล้องให้เหมาะกับการถ่ายภาพในแต่ละสถานการณ์

- แม้การถ่ายภาพจะมีเทคนิคหรือกฎเกณฑ์ที่บอกไว้ว่าถ่ายอย่างไรให้ออกมาให้สวย เช่น หากใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายภาพวัตถุที่ใกล้ สัดส่วนภาพจะผิดเพี้ยน แต่ภาพนั้นดูแปลกตาน่าสนใจไปอีกแบบ ดังนั้นการถ่ายภาพจึงไม่มีกรอบกำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับจินตนาการและความต้องการของผู้ถ่ายว่าต้องการภาพอะไร
 
                แม้ปัจจุบันกล้องมือถือจะพัฒนาจนมีขีดความสามารถให้ภาพถ่ายออกมาได้สวยชนิดที่เรียกว่าแค่กดชัตเตอร์ปุ่มเดียวก็ได้ภาพคมชัดแล้ว แต่ในความเป็นจริงหากได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ติดมากับกล้องว่าฟังก์ชั่นอะไรใช้แล้วส่งผลต่อภาพที่ออกมาอย่างไรก็จะช่วยยกระดับภาพถ่ายให้มีคุณภาพถึงขนาดเทียบชั้นมือโปรได้เลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องใช้ภาพถ่ายดี ๆ ในการนำเสนอสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ประกอบการมีความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพบ้าง การจ้างช่างภาพฝีมือรองลงมาในราคาค่าจ้างที่พอจ่ายไหว แล้วใช้วิธีพูดคุยกันมากขึ้น หรือเรียนรู้ร่วมกันไป บางทีอาจได้ภาพในคุณภาพที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับการจ้างช่างภาพฝีมือดีที่แน่นอนย่อมมีต้นทุนที่สูงเกิน

                ชาคริต ยศสุวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพสินค้าและผู้ประกอบการธุรกิจ ประจำนิตยสารในเครือ SME Thailand กล่าวว่าการถ่ายภาพให้ได้ดีแบบคาดหวังเทียบชั้นมือโปรจำเป็นที่ผู้ถ่ายจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในการตั้งค่ากล้อง ซึ่งหลัก ๆ โดยทั่วไปแล้วจะมี 3 ฟังก์ชั่นสำคัญ คือ ความเร็วชัตเตอร์ รูรับแสงและค่าความไวแสง ซึ่งทั้ง 3 ฟังก์ชั่นทำงานสัมพันธ์กันและส่งผลต่อภาพที่ออกมา

                “ความเร็วชัตเตอร์หรือ Shutter speed ถ้าเร็วมากจะหยุดภาพเคลื่อนไหวให้เป็นภาพนิ่ง แต่ถ้าช้ามากจะทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวเบลอและชัดในส่วนที่นิ่งเหมือนการยืนถ่ายภาพท่ามกลางฉากหลังที่เป็นรถวิ่งอยู่บนท้องถนนจะเห็นฉากหลังเบลอเป็นแสงไฟแทน ขณะที่รูรับแสงหรือ F-number หากตัวเลขน้อยรูรับแสงกว้างแสงจะเข้ากล้องมากทำให้เกิดภาพหน้าชัดหลังเบลอและเหมาะกับการถ่ายภาพในที่มืด แต่ถ้าตัวเลขมากรูรับแสงแคบจะให้ผลตรงกันข้ามคือแสงเข้ากล้องน้อยทำให้เกิดภาพชัดลึกคือชัดทั้งภาพ เหมาะกับการถ่ายภาพกลางแจ้ง

                “ส่วน ISO เป็นค่าความไวแสงยิ่งมากกล้องจะไวแสงมากเป็นการชดเชยแสงในกรณีที่ต้องถ่ายภาพในที่มืด แต่ก็จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนหรือว่า Noise ซึ่งจะเป็นจุด ๆ บนภาพได้ ค่าของฟังก์ชั่นทั้งสามตัวจะทำงานสัมพันธ์กัน เช่น การถ่ายภาพกลางแจ้งและมีขาตั้งต้องใช้ค่า ISO ต่ำสุด แต่ถ้าถ่ายในอาคารเราไม่สามารถเพิ่มรูรับแสงหรือลดสปีดจนถือกล้องได้ เราก็ต้องตั้งค่า ISO สูงเพื่อให้กล้องรับแสงได้ไวขึ้นแต่ก็ต้องระวังไม่ให้เกิด Noise ในภาพขึ้นได้”

                นอกจากฟังก์ชั่นหลักทั้งสามแล้วก็ยังมีเรื่องของ White balance ที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะกับการถ่ายภาพสินค้า เพราะฟังก์ชั่นนี้จะคอยทำหน้าที่ควบคุมให้สีของภาพออกมาตรงตามความเป็นจริงโดยเทียบเคียงกับสมดุลของแสงสีขาว ซึ่งโดยปกติกล้องมือถือจะปรับเป็นค่าอัตโนมัติไว้ให้แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ภาพที่ออกมาไม่ได้สีที่เป็นจริงและมักเป็นสาเหตุของปัญหาลูกค้าขอคืนสินค้าเพราะสีที่ได้ไม่ตรงกับที่เห็นในภาพ กรณีนี้สามารถแก้ได้ด้วยการปรับ White balance ให้ตรงกับสภาพแสงขณะถ่าย ซึ่งจะเป็นภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนหน้าจอกล้อง เช่น รูปแสงอาทิตย์หมายถึงกลางแดดจ้า รูปก้อนเมฆแสงอ่อน รูปหลอดนีออน เป็นต้น

                ชาคริตบอกว่าการตั้งค่ากล้องเป็นเรื่องยุ่งยากในการจดจำ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ถ่ายภาพออกมาได้สวย คือการฝึกถ่ายบ่อย ๆ เพราะจะทำให้เราคุ้นเคยกับการตั้งค่าต่าง ๆ บนตัวกล้องให้เหมาะกับการถ่ายภาพในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งหากไม่มีกล้องอยู่ในมือก็ให้จินตนาการเอาว่าภาพที่อยู่ตรงหน้าควรจะถ่ายยังไงหรือจะตั้งค่ากล้องยังไง เพื่อให้ภาพออกมาสวย ทั้งนี้ จากฟังก์ชั่นทั้งหมดที่กล่าวถึงมานั้นจะเห็นว่าแสงมีความสำคัญมากกับการถ่ายภาพ เพราะส่งผลต่อทุก ๆ การทำงานของกล้อง การจัดแสงจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

                “แสงจะมีสองส่วน คือแสงธรรมชาติและแสงจากแหล่งกำเนิดที่เราจัดขึ้น เช่น แฟลช ไฟต่อเนื่อง ซึ่งหากเราใช้แสงทางเดียวจะทำให้เกิดเงาขึ้นไม่ว่าจะส่องจากทางด้านหน้าหรือด้านหลังก็ตาม การลบแสงเงาจึงต้องใช้ไฟอีกดวงที่มีกำลังอ่อนกว่าส่องในทางตรงกันข้ามหรืออาจใช้อุปกรณ์สะท้อนแสงช่วยก็ได้ หรืออาจจะเพิ่มไฟอีกดวงเพื่อเพิ่มรายละเอียดของภาพให้ดูเด่นชัดขึ้นทำให้ภาพสว่างและมีมิติมากขึ้นก็ได้

               “ส่วนการจัดฉากหลังปกติหากถ่ายภาพสินค้าควรใช้ฉากขาวตั้งเป็นรูปโค้งจะดีที่สุด เพราะทำให้ตัดต่อง่ายและได้ภาพไม่รกตา ส่วนโค้งจะช่วยลบเส้นขอบได้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวสินค้าที่จะถ่ายด้วย ถ้าเป็นพวกจิวเวลรี่จะสะท้อนแสงเยอะ ฉะนั้นต้องถ่ายในที่มืดเพื่อลบเงาที่จะเกิดขึ้นซึ่งรวมทั้งตัวคนถ่ายด้วยใส่ชุดสีดำดีที่สุด”

               นอกจากการตั้งค่าฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนตัวกล้องแล้วชาคริตบอกว่าอีกเรื่องที่คนอยากถ่ายภาพสวยจำเป็นต้องเรียนรู้คือการเลือกใช้เลนส์และการจัดองค์ประกอบภาพ
“หลัก ๆ จะมี 2 เลนส์ คือ เลนส์วายที่ให้ภาพมุมกว้างเก็บภาพได้หมด แต่ข้อเสียคือวัตถุที่อยู่ใกล้กล้องจะมีสัดส่วนที่ใหญ่กว่าความเป็นจริง ขณะที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไปก็เล็กเกินจริง อีกเลนส์คือเทเลหรือเลนส์ยาวทำให้เห็นภาพวัตถุได้ชัดถึงรายละเอียดและเหมาะสำหรับทำให้เกิดภาพชัตลึก-ชัดตื้นได้ เคล็ดลับคือเวลาถ่ายภาพให้ถ่าย 3 ระยะ กว้าง แคบและเจาะลึกให้เห็นรายละเอียด อีกเทคนิคหนึ่งที่มีความสำคัญแต่มักถูกมองข้ามคือการทำความสะอาดเลนส์ก่อนถ่ายรูป เพราะถ้าเลนส์สกปรกต่อให้ตั้งค่าดีมือนิ่งแค่ไหนสุดท้ายภาพที่ถ่ายมาทั้งหมดอาจต้องทิ้งไปเพียงเพราะเลนส์มัวเลยทำให้ภาพที่ได้เบลอ

               “นางแบบที่เลือกมาเข้ากล้องก็สำคัญ หากหน้าตาไม่มีจุดเด่นก็ต้องหาคาแรคเตอร์ให้เจอ เวลาถ่ายให้เลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจที่สุดหลีกเลี่ยงการใช้ Digital zoom แต่ให้ใช้วิธีเดินเข้าไปหาตัวนางแบบหรือวัตถุที่จะถ่ายแทนดีกว่า หรือใช้วิธีถ่ายเสร็จแล้วเอามาครอปภาพที่ต้องการทีหลังก็ได้ ก่อนถ่ายภาพให้มองหาเส้นนำสายตาสร้างจินตนาการให้กับคนดูภาพ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของกฎจุดตัด 9 ช่อง ซึ่งเป็นเรื่องของการเอาจุดโฟกัสอยู่กลางภาพแต่ถ้าถ่ายสินค้าอาจต้องเอาไว้ซ้ายหรือขวาเพื่อให้มีพื้นที่ใส่ข้อความ หรือบางทีการถ่ายภาพที่ไม่มีจุดเด่นอะไรเลยก็ใช้ประโยชน์ในการโปรยตัวหนังสือให้น่าสนใจได้เหมือนกัน ที่สำคัญคือการจับกล้องให้นิ่งอย่าสั่นเวลาถ่าย ถ้ามีขาตั้งกล้องก็ให้ใช้ซะ แต่ถ้าไม่มีแนะนำว่าลองใช้ตั้งศอกกับโต๊ะก็ได้ภาพที่นิ่งได้เหมือนกัน”

               อย่างไรก็ตามชาคริตบอกว่าแม้การถ่ายภาพจะมีเทคนิคหรือกฎเกณฑ์ที่บอกไว้ว่าจะต้องถ่ายยังไงให้ออกมาสวย เช่น หากใช้เลนส์ไวด์ถ่ายภาพวัตถุที่ใกล้อาจทำให้ได้ภาพผิดเพี้ยนสัดส่วน แต่ภาพนั้นก็อาจดูแปลกตาน่าสนใจไปอีกแบบ ดังนั้นการถ่ายภาพจึงไม่มีกรอบกำหนดตายตัวขึ้นอยู่กับจินตนาการและความต้องการของผู้ถ่ายว่าต้องการภาพอะไร