พลิกโอกาสธุรกิจได้ด้วย Creative Thinking

17 มีนาคม 2561

HIGHLIGHT

- การมีความรู้รอบด้าน ทำให้สามารถพลิกแพลงมุมมองความคิดจนได้ไอเดียที่แตกต่างจากคนอื่นได้ โดยที่บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งกว่าคนอื่น แค่รู้จักที่จะเอาความรู้ที่เรามี มาประยุกต์ใช้ให้ตรงกับปัญหา หรือถูกที่ถูกเวลา

- การทำตลาดให้ได้ผลสำเร็จในเวลาอันสั้นด้วยงบลงทุนที่น้อย ต้องใช้หลักคิดทำ 20% ให้ได้ 80% คือเลือกสื่อสารไปยังกลุ่มคนที่มีโอกาสสูงสุดที่จะมาเป็นลูกค้าของเรา ซึ่งอาจเป็น เพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่เน้นประสิทธิผลสูงสุด

- ทุกคนทุกอาชีพสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดธุรกิจของตัวเองได้ ขอเพียงแค่หาความรู้ใส่ตัวให้ได้มากที่สุด ความรู้ที่รอบด้านจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถพลิกแพลงความคิดจนได้เหลี่ยมมุมที่สร้างความต่างให้กับสินค้าและบริการของตัวเองได้
 
                การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ได้เฉือนกันด้วยเงินทุน หากแต่เป็นไอเดีย ซึ่งถ้าไอเดียดีและโดนใจคนหมู่มาก แม้เจ้าของไอเดียไม่มีเงินทุน ก็มีคนที่พร้อมจะเอาเงินมาลงทุนให้ เพราะในยุคที่สินค้ามีเกลื่อนตลาดเช่นนี้ ไอเดียที่คิดต่างเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดเชือกว่าธุรกิจนั้นจะอยู่รอดและเติบโตหรือไม่

                แมลงทอดไฮโซ คือหนึ่งในธุรกิจที่คิดต่างนับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ทัดณัฐ ฉันทธรรม์ ผู้เป็นเจ้าของไอเดีย และผู้สร้างแบรนด์แมลงทอดไฮโซเล่าว่าความคิดที่จะนำเอาแมลงทอดมาใส่ซองขายเป็นสแน็กพันธุ์ใหม่บนเชล์ฟขายสินค้าในห้าง เริ่มต้นมาจากตอนที่ตัวเองทำธุรกิจร้านอาหารอยู่ และบังเอิญมีรถเข็นขายแมลงทอดมาขายหน้าร้าน ลูกน้องที่ซื้อกินบ่นให้ได้ยินว่าแมลงทอดหากินยาก ทำให้เขาเกิดปิ๊งไอเดียที่คิดจะทำแมลงทอดใส่ซองขายตามห้าง และร้านสะดวกซื้อ

                “แต่แค่คิดเท่านั้น เสียงคัดค้านมาเต็มเลย มองว่าจะขายได้เหรอแมลงใส่ซอง ใครจะซื้อ ทำเอาผมสะดุดไปพักหนึ่งเหมือนกันจนตอนหลังได้ดูข่าวองค์การอาหารโลกประกาศว่าแมลงจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารของมนุษยชาติในอนาคตข้างหน้า ทำให้ผมมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และเริ่มลุยหาข้อมูลเกี่ยวกับแมลง และศึกษาตลาดอย่างจริงจัง จนพบข้อเท็จจริงที่ว่าแมลงเป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งหลายประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นประโยชน์ตรงนี้ และพยายามศึกษาการแปรรูปแมลงมาเป็นอาหารชนิดต่างๆ นั่นทำให้ผมมั่นใจในศักยภาพของตลาดจึงตัดสินใจลงมือทำเลย

                “แต่แรกๆ เราเริ่มจากเล็กๆ ก่อน ทำไปด้วยศึกษาไปด้วย การตลาดก็เน้นเฉพาะกลุ่มจับกลุ่มคนที่กินอยู่แล้ว โดยใช้หลัก ทำ 20% ให้ได้ 80% ความหมายคือการจะทำให้คนทั้งหมดมาเป็นลูกค้าเรา คงเป็นเรื่องยาก ยิ่งเรามีเงินทุนน้อยก็ต้องอาศัยตลาดนิชค่อยๆ สร้างความความรู้จักในตลาดไปเรื่อยๆ ที่สำคัญการทำตลาดกับกลุ่มย่อยก่อนจะใช้เวลาไม่นานในการเห็นผลสำเร็จ ซึ่งก็จะทำให้เราพอมองเห็นทิศทางที่ถูกต้องได้ชัดเจนก่อนลุยไปข้างหน้า หรือถ้าจะล้มเหลวก็ไม่เจ็บตัวมากนัก”

                ทัดณัฐบอกว่าในการทำตลาดแมลงทอดไฮโซ เขาจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารการตลาดออกไปเป็น 3 กลุ่ม คือคนที่กินอยู่แล้ว คนที่ไม่เคยกินแต่ยังไม่กล้าลอง กับคนที่ถึงกับยี้เลย โดยหลังจากทำให้คนในกลุ่มแรกรับรู้ถึงการมีอยู่ของแมลงทอดไฮโซในตลาดแล้ว โจทย์ต่อไปถึงเป็นการทำให้แมลงไฮโซได้รับการยอมรับในกลุ่มที่ 2 และ 3 เป็นลำดับถัดมา

                “แรก ๆ เราใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการทำตลาด เพราะเรามีงบน้อยก็ต้องใช้ความคิดเยอะหน่อย กระตุ้นให้คนสนใจและอยากบอกต่อ จากความแปลกในไอเดียของเราทำให้สื่อสนใจ และเข้ามาสัมภาษณ์ทำให้กระแสดังยิ่งขึ้น ทีนี้เริ่มมีคำถามแล้วว่าไม่มีขายตามร้านสะดวกซื้อบ้างหรือ ก็เลยเป็นที่มาให้เราพัฒนาต่อยอดออกแบบซองให้มีดีไซน์เพิ่มขึ้น และติดต่อเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ มาร์จิ้นที่ได้ไม่ได้สูงอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ได้มานอกเหนือจากมาร์จิ้นก็คือ ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในร้านสะดวกซื้อได้จะมีความน่าเชื่อถือ เราก็เลยมองว่านี่คือการลงทุนด้านการตลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับสินค้าแปลกๆ อย่างแมลงทอดไฮโซ

                “นอกจากการเอาสินค้าเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อแล้ว เรายังมองว่าการโฆษณาทางทีวีมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างความเชื่อถือให้กับคนหมู่มาก เลยยอมทุ่มงบ 20 ล้าน ทำโฆษณาที่แปลกไปจากคนทั่วไป ไอเดียตอนนั้นคือ กลับหัวกลับหางทางความคิด คนอื่นทำโฆษณามาเพื่อขายของ แต่เราไม่ขาย ก็ให้คนแต่งตัวเป็นแมลงมานั่งกินแมลงทอดอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจผู้กำกับที่คอยพูดกำกับให้เจ้าแมลงตัวนี้พูดถึงประโยชน์ และคุณค่าสารอาหารที่มีอยู่ในแมลง ด้วยตัวโฆษณาที่เราเล่นกับไอเดียทำให้ดูสนุก คนก็เลยพูดถึงกันเยอะ”

                จากความคิดอย่างเป็นกลยุทธ์นี่เองทำให้แมลงทอดไฮโซ ธุรกิจที่ถูกปรามาสตั้งแต่แรกว่าไม่น่าจะไปรอด กลับสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีในการทำรายได้ถึงจุดคุ้มทุน และมีอัตรการเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปี โดยปัจจุบันมีการเติบโตเป็น 300 เท่าเมื่อเทียบกับปีแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ และมียอดขายร่วม 80 ล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จที่ทัดณัฐบอกว่ามาจากการคิดต่างล้วน ๆ

                “ส่วนตัวผมชอบคำว่า Creative economy  คือถ้าคิด และทำอะไรแบบเดิมไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกลุ่มครีเอทีฟอย่างเดียวถึงจะคิดได้ ทุกคนทุกอาชีพสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ทั้งนั้น อาจเอาความสำเร็จแบบเดิมมาคิดต่อยอด หรือประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจเราก็ได้ แต่ไม่ใช่การก๊อปปี้เลียนแบบ คนไทยชอบทำอะไรตาม ๆ กัน คอยมองหาว่าคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เขาทำอะไรแล้วก็จะทำตาม ๆ กัน ไม่มีใครกล้าใส่ความต่างเพราะกลัวว่าจะไม่สำเร็จ โดยหารู้ไม่ว่านั่นแหละคือวิถีแห่งความล้มเหลว

                “สำหรับผมโอกาสแห่งความสำเร็จเริ่มต้นที่การคิดต่าง ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจผมก็คิดต่างจากชาวบ้านแล้ว ใช้ไอเดียแปลก ๆ ในการทำตลาดและโฆษณา รวมถึงการพัฒนาสินค้า และแตกไลน์ธุรกิจ ด้วย ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นมาจากการมีความรู้รอบด้าน ทำให้สามารถพลิกแพลงมุมมองความคิดจนได้ไอเดียที่แตกต่างจากคนอื่นได้ โดยที่บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งกว่าคนอื่น แค่รู้จักที่จะเอาความรู้ที่เรามีมาประยุกต์ใช้ให้ตรงกับปัญหา หรือถูกที่ถูกเวลา อย่างตอนที่เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง คนปฏิเสธการกินของทอด ผมก็เปลี่ยนจากการทอดมาเป็นการอบแทน สิ่งที่ได้ตามมาคือทำให้สินค้าของเราอัพเกรดขึ้น นอกเหนือจากการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มคนรักสุขภาพ”

                ทัดณัฐบอกว่าก่อนหน้านี้ เขาคิดว่ากลุ่มลูกค้าแมลงทอดไฮโซ เป็นคนกลุ่มล่าง แต่จากการทำตลาดจนมาถึงปัจจุบันจึงพบว่าลูกค้าตัวจริงเสียงจริงส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่มีการศึกษา และรู้ว่าแมลงมีประโยชน์อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติที่รู้ว่าแมลงมีโปรตีนสูง แต่ไม่นิยมกินแมลงเป็นตัว ๆ จึงเป็นโอกาสให้เขาได้ผลิตผงโปรตีนจากแมลงส่งออกต่างประเทศ โดยขายเป็นวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตอีกต่อหนึ่งเพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น โปรตีนบาร์ คุ๊กกี้ ขนมปัง ผงใส่พาสตาร์ มักกะโรนีเป็นต้น