สูตรสำเร็จ SME “จะก้าวหน้า ต้องกล้าเสี่ยง”

19 กันยายน 2555

หากคิดจะก้าวหน้า..ต้องกล้าเสี่ยง คำนิยามสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่คิดอยากจะเติบโต แต่นอกจากความกล้าแล้ว คงต้องวางกลยุทธ์ให้ครบทุกด้านจึงจะไปถึงจุดหมาย เรียกว่ากล้าเสี่ยงอย่างมีหลักการนั่นเอง ซึ่งมีหลายธุรกิจที่เป็นแบบอย่างให้เห็นเป็น Case Study อย่างล่าสุดมีผู้ประกอบการไทยอีก 5 รายที่ได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ครั้งที่ 10 จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยที่มาของแต่ละธุรกิจเรียกได้ว่าต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่าฟันอุปสรรคกันมาหลายรูปแบบกว่าจะถึงเส้นทางความสำเร็จ ซึ่งแต่ละธุรกิจเขาใช้กลยุทธ์อะไรกันบ้าง นำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของท่านได้หรือไม่ SCB SME พร้อมแล้วแล้วที่จะแกะรอยธุรกิจทั้ง 5 ราย

“ขนมไทยเก้าพี่น้อง”

“ทุกคนมีเงินทุนก็ทำธุรกิจได้เหมือนกันหมด แต่การจะทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องรัก และรู้จริงในสิ่งที่ทำ”

ใส่ชื่อใต้รูปผู้บริหาร : กรกมล ลีลาธีรภัทร กรรมการผู้จัดการ

กว่าจะมาเป็นร้านขนมไทยแบรนด์ดังที่ขึ้นชื่อ “ขนมไทยเก้าพี่น้อง” ไม่ได้มีต้นทุนที่ดีเหมือนผู้ผลิตขนมรายอื่นๆ เพราะเริ่มต้นมาจากครอบครัวคนจีน คุณพ่อคุณแม่จึงต้องทำมาค้าขายทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูกๆ ถึง 9 คน แต่ความขยันและไฝ่รู้ จึงบ่มเพาะฝีมือในการทำขนมด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน จึงทำให้ขนมมีรสชาติถูกปากเป็นที่ยอมรับ จากร้านเล็กๆ จึงเติบโตมาเป็นร้านขนมไทยแบรนด์ดังได้ในวันนี้

กรกมล ลีลาธีรภัทร บุตรคนที่ 7 จากบรรดาพี่น้องเก้าคน ผู้รับสืบทอดกิจการของครอบครัวเล่าว่า “คุณแม่จะใส่ใจในการทำขนมมาก ไม่กล้าเสี่ยงปล่อยให้คนอื่นทำเพราะกลัวจะไม่ได้คุณภาพเหมือนทำเอง เหตุนี้จึงไม่สามารถเติบโตได้มากเกินกว่าเรี่ยวแรงของคนในครอบครัวจะทำไหว จนกระทั่งลูก ๆ ช่วยกันสร้างระบบที่เชื่อถือได้ขึ้นมาควบคุมร้าน กิจการจึงขยับไปได้เร็วขึ้น โดยในปี 2519 ได้เปิดร้านขายที่ตลาด อ.ต.ก. และเริ่มต้นสร้างแบรนด์ โดยคุณพ่อคิดโลโก้เป็นรูปนางกวัก และใช้ชื่อ “ขนมไทยเก้าพี่น้อง” สะท้อนความร่วมมือของลูกๆ ทั้ง 9 คน

ด้วยจุดเด่นของสูตรขนมที่ไม่หวานจนเกินไป เน้นความหอม มัน สดใหม่ ไร้สารกันบูด ทำให้โรงแรมมังกรในยุคนั้นสั่งซื้อขนมไปใช้จัดเลี้ยง ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ขนมไทยเก้าพี่น้องขยายตลาดไปยังโรงแรมชั้นนำต่างๆ และสายการบิน และสร้างโรงงานแห่งใหม่ขึ้นให้เป็นห้องปลอดเชื้อ รองรับการผลิตขนมได้วันละ 2 แสนชิ้น

ทำให้ปัจจุบันมีรายได้จากออร์เดอร์ประจำ 20% จากตลาด อตก. และ 80 % จากโรงแรม สายการบิน รวมทั้งออร์เดอร์จากต่างประเทศ เช่น ข้าวต้มมัด ที่ส่งออกเดือนละ 1 แสนชิ้นไปยังออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีออร์เดอร์ผลิตเป็นครั้งๆ อาทิ ผลิตลูกชุบครั้งละ 1 ล้านลูก ในช่วงเทศกาลมะม่วงของร้านไอศกรีมสเวนเซ่น สำหรับแผนในอนาคตก็จะเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ๆกระจายสินค้าให้ทั่วประเทศ และมีแนวคิดจะเปิดร้านในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยทำเป็นครัวเปิดให้ต่างชาติเห็นกระบวนการทำขนม และสร้าง Gimmick ปั้นถั่วเหลืองเป็นรูปต่างๆ เสียบไม้เตรียมไว้ให้ลูกค้าชุบวุ้นสีด้วยตัวเอง เป็นลูกเล่นให้ต่างชาติสนใจขนมไทย และได้รู้จักกับแบรนด์ขนมไทยเก้าพี่น้องไปด้วย ทำให้ได้รับรางวัล ด้วยความโดดเด่นในมิติ การมีคุณภาพสูง(Quality) การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) และการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

เครื่องจักรกลเกษตรไทย

“เรากล้าเสี่ยงที่จะสู้ต่อไป เพราะเชื่อมั่นว่านวัตกรรมจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนได้จริง”

ใส่ชื่อใต้รูปผู้บริหาร : กิตติศักดิ์ หยกอุบล รองประธาน

จากการมองเห็นถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร ทำให้บริษัท เครื่องจักรกลเกษตรไทย จำกัด หรือ TAMCO ได้ผลิตและพัฒนารถเกี่ยวนวดข้าวพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง ขึ้นมาจำหน่ายเพื่อใช้ทดแทนแรงงานคนที่หายากขึ้นเรื่อยๆ

คุณกิตติศักดิ์ หยกอุบล ผู้บริหารเจเนอเรชั่นสองเล่าว่า “เมื่อ 12 ปีก่อน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมในตลาดรถเกี่ยวข้าว ซึ่งขณะนั้นรถเกี่ยวข้าวในไทยยังเป็นแบบไม่มีถังเก็บด้านบน ต่างจากในต่างประเทศ ตอนแรกเราทำเพื่อส่งออกอย่างเดียว แต่เมื่อเห็นว่าเครื่องเกี่ยวชนิดนี้ช่วยลดแรงงานได้มาก และทนทานต่อทุกสภาพพื้นดิน เรื่องการเสียหายหรือชำรุดของผลผลิตเกิดได้น้อย รวมถึงประหยัดน้ำมัน จึงคิดต่อยอดเพื่อผลิตขายในไทย

แต่ในช่วง 5 ปีแรกของการขาย ประสบปัญหาชาวบ้านต่อต้าน และคู่แข่งก็โจมตีอย่างหนัก ว่ารถของเราจะทำให้นาข้าวเสียหาย แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนได้จริง เราจึงกล้าเสี่ยงที่จะสู้ต่อไป โดยวางกลยุทธ์ส่งทีมงานเข้าไปให้ความรู้ ปรับความเข้าใจ ให้เขาไว้วางใจว่าเราต้องการช่วยเขา ไม่ใช่มาเพื่อแสวงหาแต่ผลกำไรเท่านั้น จนในที่สุดใช้เวลา 5 ปีในการเปลี่ยนความเชื่อของเกษตรกรได้สำเร็จ”

จากอุปสรรคในครั้งนั้น TAMCO กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลิตรถเกี่ยวข้าวออกมาถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ ไอ้หนุ่มไวไฟ ปลดหนี้ เงินมี และมารวยเงินล้าน มีกำลังผลิตปีละ 200 คัน พร้อมใช้กลยุทธ์ขยายศูนย์ให้บริการให้เข้าถึงลูกค้าพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งด้านการขายและซ่อมบำรุง สำหรับกลยุทธ์ที่สอง คือ สปอร์ตมาเก็ตติ้ง โดยสนับสนุนกีฬามวยสากลชิงแชมป์โลกเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งทนทานของแบรนด์และตัวสินค้า กลยุทธ์สุดท้าย คือ อีเวนท์มาเก็ตติ้ง คล้ายงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร นำเทคโนโลยีใหม่มาโชว์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ สร้างโอกาสพบปะลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ โดยจัดตั้ง บริษัท เออีซี ออคชั่น จำกัด ขึ้นมาเป็นตัวกลางในการประมูลรถจักรกลเกษตรทุกชนิด เพื่อให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนมือรถคันเก่า และให้บริการสินเชื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถจักรกลเกษตรคันใหม่ได้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนชำระเป็นงวดๆเช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วไป ทำให้ TAMCO มีส่วนแบ่งตลาดในเรื่องรถเกี่ยวข้าวสูงถึง 50% และในอนาคต 3-5 ปี ข้างหน้าจะทำแปลงนาสาธิตและรถที่ควบคุมด้วยรีโมทให้ทำงานได้แบบอัตโนมัติ”

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ TAMCO ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติความริเริ่มนำไปสู่การสร้างนวัตรกรรม (Innovation) และการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)

ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์

“ แม้ต้องเสี่ยงด้วยการเริ่มต้นจากศูนย์ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน คือการพัฒนาเทคโนโลยีไปพร้อมการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร ”

ใส่ชื่อใต้รูปผู้บริหาร : สมบูรณ์ พิทยรังสฤษฎ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

การผลิตเครื่องจักรกลส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศด้วยราคาที่สูงมาก มีเพียงส่วนน้อยที่บริษัทคนไทยสามารถผลิตหรือประกอบเองได้ จุดนี้เองได้สร้างแรงบันดาลใจให้ “คุณสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฎ์” มองเห็นโอกาสสร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมาแม้จะต้องเสี่ยงด้วยการเริ่มต้นจากศูนย์ โดยเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างตั้งใจจริง ด้วยการเข้าทำงานในโรงกลึงใกล้บ้าน เพื่อเรียนรู้งานอยู่ 2 ปี ก่อนจะออกมาเปิดโรงงานเล็ก ๆ ของตนเองด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น จนเติบโตมาเป็น บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด

คุณสมบูรณ์ เล่าว่า “เรารับออกแบบ ผลิต และติดตั้งเครื่องจักรด้าน Material Handling & Equipment Electric Control System และระบบ Factory Automation System with Robot รวมถึงรับวิจัย ออกแบบ สร้างเครื่องจักรเฉพาะด้านตามความต้องการของลูกค้า (Made to order) โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจที่ว่า “ไม่ว่าคุณต้องการเครื่องจักรแบบใด แค่บอกมา ทำให้ได้หมด” เทคนิคการเริ่มต้นจากศูนย์ คือต้องค่อย ๆ เรียนรู้จากลูกค้า เพื่อสั่งสมประสบการณ์ เมื่อลูกค้าต้องการให้เราทำอะไร เขาจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่อยากได้ให้เราได้รู้ พาเราเข้าไปดูเครื่องจักร ไปดูกระบวนการทำงานต่างๆ เพื่อที่เราจะได้เอากลับมาออกแบบและผลิตเครื่องจักรให้กับเขา ทำจนได้มาตรฐานการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ มีสัดส่วนมากถึง 70% โดยกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าต่างชาติเน้นที่การรักษาความลับข้อมูลให้ลูกค้า”

นอกจากนี้ คุณสมบูรณ์ยังมองถึงสังคมโดยรวม ด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน คือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปพร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร

“เราเป็นองค์กรขนาดกลาง มีบุคลากรจำกัด จึงเน้นสร้างคนมาตลอด เราจัดตั้งหลักสูตรการเรียนเพื่อสร้างวิศวกรที่มีคุณภาพเข้าทำงานกับบริษัท โดยร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนในด้านช่างกล ระดับ ปวช. ทำหลักสูตรแบบทวิภาคี นำนักศึกษาชั้นปี 3-4 มาฝึกงาน และให้ค่าจ้างรายวัน เพราะเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างนักศึกษาเหล่านี้ ให้เป็นวิศวกรที่เก่งและถูกพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด จึงถือเป็นแบบอย่างธุรกิจที่มีความโดดเด่นในมิติการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneurship) การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) และมิติการปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)

PACO

“สินค้าของเราคู่แข่งเยอะ โดยเฉพาะจีน ถ้าแข่งด้วยราคาเราไม่มีทางชนะ เราก็ต้องยึดเรื่องคุณภาพ”

ใส่ชื่อใต้รูปผู้บริหาร : คุณสมชาย เลิศขจรกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โรงงานรับจ้างผลิตอะไหล่มอเตอร์ไซค์ เล็กๆแห่งหนึ่ง กลายเป็น บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด หรือ PACO บริษัทผู้ผลิตและส่งออกคอนเดนเซอร์แอร์รถยนต์ สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวขึ้นเป็นผู้นำครองตลาด After Market จนมียอดขายมากกว่า 700 ล้านบาทในปัจจุบัน และยังส่งออกคอนเดนเซอร์แอร์รถยนต์ไปจำหน่ายทั่วตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เกิดจากความกล้าตัดสินใจของ คุณสมชาย เลิศขจรกิตติ

“จังหวะนั้นตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีการพูดกันว่าน้ำยาแอร์ R12 ที่ใช้อยู่นั้น สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และในอนาคตจะมีการยกเลิกใช้น้ำยาตัวนี้ โดยจะหันมาใช้ R134a แทน ซึ่งในขณะนั้น R134a นั่นเท่ากับว่ารถเก่าทุกคันก็จะต้องเปลี่ยนมาใช้หมด จึงเป็นการเริ่มต้นใหม่ของอุตสาหกรรมทั้งหมด ตรงนี้ผมมองเป็นโอกาสที่มหาศาล แต่ก็ต้องคิดให้รอบคอบเช่นกัน เพราะเครื่องจักรสมัยนั้นราคาแพง แถมเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะไม่โตในสายธุรกิจนี้ แต่ถ้าทำก็ต้องพร้อมแข่งกับโรงงานขนาดใหญ่ การเสี่ยงครั้งนั้นจึงเป็นการแจ้งเกิดของ PACO” คุณสมชายเล่า

PACO ขยายตลาดจนมียอดขายสูงขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 10 % ซึ่งปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวมาจากคุณภาพและการรักษามาตรฐานของสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพราะสินค้าของเราคู่แข่งมีค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะคู่แข่งจากจีน ซึ่งถ้าแข่งด้วยราคาเราไม่มีทางชนะ เราก็ต้องยึดเรื่องคุณภาพ จุดเด่นของ PACO คือ การเชื่อมอะลูมิเนียม ที่อย่างประณีต ไม่มีรอยรั่ว และมีคอนเดนเซอร์หลากหลายมากที่สุด ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงรถบรรทุกมากกว่า 1,600 รุ่น

จึงเป็นที่มาของการได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Saisin ครั้งที่ 10 ในมิติการมีคุณภาพสูง (Quality) และมิติการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneurship)

‘ศรีจันทร์’

“ผมต้องปรับตัวเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อทำให้ลูกค้าประเมินแบรนด์ของเราใหม่ให้ได้”

ใส่ชื่อใต้รูปผู้บริหาร : รวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ

เมื่อครั้ง “ผงหอมศรีจันทร์” ของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาและกระแสความนิยมของเครื่องสำอางแบรนด์ต่างประเทศ เป็นเหตุให้ทายาทเจเนอเรชั่นสาม อย่าง คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ที่มองเห็นถึงคุณค่าของธุรกิจที่รุ่นคุณปู่ได้สร้างมายาวนาน จึงได้ตัดสินใจเบนเข็มชีวิตตนเองออกจากงานธนาคารที่ทำอยู่ ก้าวเข้ามาปัดฝุ่นให้แบรนด์ “ศรีจันทร์” กลับคืนมาผงาดอยู่บนตลาดเครื่องสำอางเคียงข้างคนไทยอีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นด้านควบคุมความมัน ลดการเกิดสิว ซึ่งเหมาะกับสภาพผิวคนไทย

“ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ โรงงานเราถึงขนาดที่ว่าไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ผมต้องปรับตัวเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่ระบบงานหลังบ้าน ระบบการผลิต ผมเลือกใช้ SAP และ Big Data เข้ามาเป็นตัวช่วย หลังจากระบบภายในเราพร้อม จึงรุกสร้างแบรนด์ โดยเมื่อทำ Market Research พบว่า จุดที่เป็นเสมือนปมในใจผู้บริโภค คือ สินค้าเราดูเชย แบรนด์โบราณ ไม่กล้าพกพามาใช้ และหาซื้อลำบาก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้ลูกค้าประเมินแบรนด์ของเราใหม่ให้ได้” รวิศเล่า

“ผมตัดสินใจเสี่ยงลงทุนครั้งใหญ่เพื่อออกแบบแพคเกจจิ้งใหม่ และสร้างหนังโฆษณา พร้อมใช้กลยุทธ์เพิ่มช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ Modern trade เช่น เทศโก้ โลตัส บิ๊กซี เซเว่นฯ จากเดิมที่มีขายอยู่ตามร้านขายยาและร้านค้าปลีกทั่วไป จนทำให้ยอดขายเริ่มพุ่งกระฉูดได้กว่า 10 เท่า หัวใจสำคัญที่สุดคือเราให้ความสำคัญกับลูกค้า เมื่อจะออกสินค้าใหม่ ต้องผ่านการทดสอบจากผู้บริโภคก่อน ซึ่งการพัฒนาต่างๆ ล้วนมาจากเสียงสะท้อนจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพัฟที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น หรือแม้แต่การผลิตฝาเพื่อป้องกันแป้งหก เพราะเชื่อว่าการทำแบรนด์ให้ดีได้ ต้องฟังเสียงลูกค้า ไม่ใช่แค่เสียงของเราฝ่ายเดียว”

ปัจจุบันสินค้ามี 3 ประเภท ได้แก่ เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SRICHAND PROFESSIONAL” ยาสามัญ ภายใต้เครื่องหมาย “ตรามงกุฏ” และเครื่องสำอางภายใต้เครื่องหมาย “ศรีจันทร์” ซึ่งมีผงหอมศรีจันทร์เป็นสินค้าเด่น และล่าสุดบริษัทได้มีผลิตภัณฑ์ ศรีจันทร์ Translucent Powder เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่พัฒนาสูตรแป้งฝุ่นที่ดีที่สุดในตลาดสำหรับคนผิวมัน ส่วนอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ตั้งเป้าจะเติบโตขึ้น 40-50%

ทั้งหมดนี้ทำให้ศรีจันทร์สหโอสถได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes) มิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus) รวมไปถึง มิติการสร้างตราสินค้า (Branding)

--- ล้อมกรอบแยกเป็นกล่องเคล็ดลับ----
สูตรสำเร็จ SME
1 ให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Customer Focus)
2 มีความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)
3 มีคุณภาพสูง (Quality)
4 รู้จักตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (Adaptability to Changes)
5 สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)
6 สร้างตราสินค้า (Branding)
7 มีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency)
8 ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (Leadership & Team Building)
9 การปฏิบัติดีต่อสังคม (Social Responsibility)
10 สร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี