Digital Marketing ต่อยอดความสำเร็จธุรกิจเก่า ปูทางแจ้งเกิดธุรกิจใหม่

5 กันยายน 2555

ในยุคนี้หากธุรกิจไหนไม่สร้างตัวเองให้เกิดอยู่บนโลกดิจิตอล อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ต้องพ่ายแพ้ในเกมการแข่งขันทางธุรกิจอย่างน่าเสียดาย เพราะด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกมักจะนิยมค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ดังนั้นถ้าคุณไม่มีชื่อหรือตัวตนบนโลกออนไลน์ เท่ากับว่าโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นคุณก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน

วันนี้ Digital Marketing จึงกลายเป็นเทรนด์การตลาดที่ธุรกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือธุรกิจเอสเอ็มอี SME ไม่สามารถมองข้ามได้ และยิ่งเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นๆ ว่า การตลาดดิจิตอลนั้นสามารถสร้างความสำเร็จและโอกาสมากมายให้กับภาคธุรกิจ จะเห็นได้จากหลายๆ ตัวอย่างของการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ บางรายเลือกที่จะใช้ Digital Marketing มาช่วยในการต่อยอดธุรกิจของตัวเอง เพื่อเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ และให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ขณะที่บางคนเลือกใช้ Digital Marketing เป็นใบเบิกทางในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะถือได้ว่าเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก แถมลงทุนไม่สูง ทำให้วันนี้มีผู้ประกอบการใหม่พากันแจ้งเกิดมากมาย

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการตัวอย่างที่นำมาเสนอในครั้งนี้ ธุรกิจหนึ่งคือร้านจิวเวลรี่ แม้จะมีหน้าร้านไว้คอยเปิดต้อนรับลูกค้า แต่ก็ไม่ลืมที่จะใช้ Digital Marketing มาเป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมการขายยุคใหม่ ขณะที่อีกหนึ่งธุรกิจตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจแบบออนไลน์อย่างเดียว เพื่อผลักดันให้แบรนด์สบู่เหลวสูตรธรรมชาติขยายตลาดไปสู่วงกว้าง

เมื่อธุรกิจหนึ่งใช้ต่อยอด...กับอีกธุรกิจหนึ่งใช้เริ่มต้น โดยที่มี Digital Marketing เป็นเครื่องมือสำคัญ SCB SME จะพาไปรู้จักกับทั้งสองธุรกิจนี้จะมีการวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิตอลนี้ได้อย่างไร...

SETTE เชื่อมโลกการตลาดออนไลน์และออฟไลน์...เสริมแกร่งให้แบรนด์หรู

ในยุคดิจิตอล หลายๆ ธุรกิจต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวด และที่สำคัญไปกว่านั้นเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจประเภท Luxury Brand ที่วันนี้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเมืองไทย และหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของเซตเต้ (SETTE) จิวเวลรี่แบรนด์หรู สไตล์อิตาเลี่ยนร่วมสมัยของผู้ประกอบการสาวมากความสามารถอย่าง “ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์” ที่เข้ามาเปลี่ยนภาพลักษณ์ธุรกิจ จิวเวลรี่แบบเดิมๆ เพื่อสร้างตัวตนให้ชัดเจนในฐานะร้านจิวเวลรี่ของคนรุ่นใหม่

ปัจจุบันดร.ฐิติพร ไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้กับร้านเซตเต้เท่านั้น แต่ยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการ Luxellence Center ศูนย์สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านลักชัวรี่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ภายใต้การบริหารของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) อีกด้วย รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ (YEP: Young Entrepreneur Program) รุ่น 15 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์จัดขึ้น เรียกได้ว่าทั้งจากประสบการณ์ในฐานะเจ้าของธุรกิจและนักวิชาการที่ศึกษาทางด้าน Luxury Brand โดยตรง จึงทำให้เธอมองเห็นว่าโอกาส หากมีการพัฒนาเรื่องการสร้างแบรนด์ ควบคู่ไปกับด้านการตลาด โดยใช้สื่อ Digital มาเป็นเครื่อมือในการต่อยอดธุรกิจ จะทำให้เติบโตและแข่งขันได้

ปรับภาพลักษณ์สู่การเป็น “ร้านจิวเวลรี่” ของคนรุ่นใหม่

ดร.ฐิติพร เล่าให้ฟังว่า ด้วยพื้นฐานธุรกิจของครอบครัว ซึ่งทำทางด้านจิวเวลรี่มาเป็นเวลานาน เมื่อตนมีโอกาสได้ไปศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก จึงมองว่าเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุด นั่นก็คือ เรื่องของ Luxury จึงตัดสินใจศึกษาเจาะลึกทางด้านนี้ และเมื่อศึกษาจบก็ได้กลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว พร้อมกับการต่อยอดธุรกิจจิวเวลรี่ในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างแบรนด์ “เซตเต้” ขึ้นมา โดยมีหน้าร้านอยู่ที่สยามพารากอนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ขณะเดียวกันด้วยความต้องการที่อยากจะพัฒนาแบรนด์ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับสากล และช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม ทำให้ดร.ฐิติพร มีโอกาสเข้าไปร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ในการพัฒนาหลักสูตรในเรื่องดังกล่าวขึ้นมา ทั้งในระดับปริญญาตรีและโท โดยอยู่ภายใต้ศูนย์ Luxellence Center

“การที่เราอยู่ในธุรกิจนี้มานาน เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ก็คือเรื่องของการสร้างแบรนด์ ตอนที่เปิดร้านจิวเวลรี่ที่สยามพารากอนนั้น เราสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด ด้วยความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ จึงไม่อยากเป็นเจ้าของร้าน จิวเวลรี่แบบเดิมๆ ที่เจ้าของร้านต้องมานั่งเฝ้าร้านอยู่ตลอด เพราะลูกค้าคิดว่าจะต้องซื้อกับคนขายที่เป็นเจ้าของร้านเท่านั้น เราอยากให้สินค้าของเราขายได้ด้วยตัวแบรนด์ โดยที่มีมาตรฐานในการดูแลลูกค้า มาตรฐานในเรื่องของราคาที่ทำให้ลูกค้ารับได้ และไม่ต้องยึดติดกับคนขายเป็นหลัก”

ดร.ฐิติพร ยอมรับว่า ในธุรกิจจิวเวลรี่ของไทยส่วนใหญ่มักจะได้เห็นพฤติกรรมอย่างที่กล่าวมาอยู่ตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าลูกค้าจะเข้าใจว่าหากซื้อกับผู้ที่เป็นเจ้าของร้านโดยตรง นอกจากคิดว่าจะได้ในราคาที่ดีที่สุดแล้ว ยังถือเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เนื่องจากโดยธรรมชาติของธุรกิจจิวเวลรี่เหมือนเป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เช่น คุณแม่เคยเป็นลูกค้าร้านจิวเวลรี่นี้ พอมาถึงรุ่นลูกก็จะกลับมาที่ร้านเดิม ซึ่งร้านจิวเวลรี่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ แต่สำหรับแบรนด์เซตเต้แล้ว ดร.ฐิติพรต้องการที่จะสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ โดยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของลูกค้าใหม่ ให้เป็นเช่นเดียวกับต่างประเทศที่ลูกค้าซื้อสินค้าโดยไม่จำเป็นต้องพบหรือซื้อกับเจ้าของร้าน แต่เป็นการซื้อสินค้าเพราะมั่นใจในแบรนด์และถูกใจในตัวสินค้าจริงๆ โดยที่ราคาเป็นมาตรฐานเดียวกัน

“ถือเป็นความท้าทายสำหรับเราเหมือนกันในการที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคน ถ้าเป็นคนรุ่นเก่าหน่อย เดินมาที่ร้านเขาจะคิดว่าราคาที่ตั้งไว้สามารถต่อรองได้มากกว่านี้อีกเยอะ ซึ่งถ้าเราบอกว่าไม่ได้ เขาก็จะไม่เข้าใจและไม่อินกับการซื้อที่ร้านของเรา ซึ่งในการตั้งราคาของเรา ไม่ใช่ตั้งเพื่อให้คนต่อ แต่เป็นการตั้งราคาแบบสมเหตุสมผล เพื่อสร้างนิสัยการซื้อของลูกค้าให้เขาเริ่มชิน ตอนนี้มองว่าเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะด้วยความที่เราพยายามจะสร้างให้เป็นร้านของคนรุ่นใหม่ เราจึงเริ่มมีลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบในลักษณะนี้ เขาจะรู้สึกว่าเขาได้ราคาที่ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้จักเจ้าของร้าน เพื่อให้ได้ราคาที่ถูก ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป”

เชื่อมออนไลน์-ออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ

ตอบรับพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่

ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เป็นร้านจิวเวลรี่ในสไตล์ของคนรุ่นใหม่ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในเวลานี้ นั่นก็คือ “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะในเรื่องของออนไลน์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การทำธุรกิจจิวเวลรี่ ที่มีหน้าร้านในแบบออฟไลน์นั้นสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันยังเป็นการตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันนี้อีกด้วย

“การค้าปลีกปัจจุบัน เรามีกลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น เรียกว่า Omni Channel Strategy หรือการสื่อสารแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแบรนด์หรู หรือสินค้าอะไรก็ตาม ควรจะต้องมีการเชื่อมต่อช่องทางการขายต่างๆ อย่างราบรื่นโดยที่ไม่มีรอยต่อ ซึ่งก็คือ ออนไลน์และออฟไลน์นั่นเอง เราจะเห็นว่า การทำออนไลน์ขึ้นมาก็เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เขามีช่องทางใหม่ๆ ในการที่จะรับรู้ข่าวสาร หรือรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ ในขณะที่คนรุ่นเดิมอาจจะยังชอบวิธีแบบเดิมๆ อยากได้ประสบการณ์ในร้าน อยากที่จะคุยกับคน อยากได้สัมผัสสินค้า ดังนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะสามารถเอาใจได้ทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางร้านค้าปลีกในปัจจุบันพยายามจะนำเอากลยุทธ์นี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น”

สำหรับในธุรกิจ Luxury Brand นั้น ดร.ฐิติพร กล่าวว่า สามารถที่จะนำเอากลยุทธ์ Omni Channel มาใช้ได้เช่นกัน โดยเน้นย้ำว่าในการใช้กลยุทธ์ดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือ ทุกช่องทางจะต้องสื่อสารเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์มักจะแยกกัน เช่นฝั่งออนไลน์มีโปรโมชั่นแบบนี้ ในขณะที่ฝั่งออฟไลน์กลับไม่รู้เรื่อง ซึ่งจุดนี้อาจจะทำให้ผู้บริโภคเสียประสบการณ์กับแบรนด์ได้ เฉพาะฉะนั้นการที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า จำเป็นต้องเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นควรที่จะเปิดกว้าง พยายามที่จะทำให้ประสบการณ์ของลูกค้านั้นสะดวกสบายมากที่สุด

“วันนี้เราต้องเข้าใจในวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป คนเราเริ่มใช้มือถือในการเสิร์ซหาข้อมูล ถ้ามีคนถือมือถือเข้ามาในร้าน แล้วบอกว่าอยากได้รุ่นนี้ที่อยู่ในเว็บ ในร้านก็ควรที่จะมีสินค้าเดียวกัน หรือต้องพยายามที่จะนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าในร้านนั้นดียิ่งขึ้น อย่าง สินค้าลักชัวรี่แบรนด์ ปัจจุบันก็มีการนำเอาแท็บเลตมาใช้ดูสต็อกสินค้า เพื่อช่วยในการลดระยะเวลา และแสดงให้เห็นถึงความโมเดิร์นและการปรับตัวได้ทันกับยุคสมัยอีกด้วย”

เรียกได้ว่าวันนี้โลกของดิจิตอลมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้จักประยุกต์โลกทั้งสองใบ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อจะได้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

SB1 แจ้งเกิดสบู่เหลวสูตรธรรมชาติ

รุกตลาดผ่านเฟซบุ๊ก เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ

ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Network มีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก หากดูจากสถิติแล้วพบว่า คนไทยมีการใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 28 ล้านคน เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนกลางคืน คนไทยจำนวนมากมีการปฏิสัมพันธ์กับเฟซบุ๊กอยู่ตลอดเวลา จากพฤติกรรมดังกล่าวนี้เอง จึงกลายเป็นโอกาสทองให้กับผู้ประกอบการทั้งหน้าใหม่และรายเก่าในการหยิบเอาเฟซบุ๊กมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอสินค้าหรือบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายบนโลกดิจิตอล เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สบู่เหลวล้างมือสูตรธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ SB1 ของ “ทศทิศ สุวรรณทัต” ที่เลือกใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางการตลาดหลักในการเริ่มต้นธุรกิจของครอบครัว

จุดเริ่มเพื่อใช้แก้ปัญหา ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจ

ทศทิศ เล่าย้อนกลับไปว่า จุดเริ่มต้นของความคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่เหลวล้างมือ SB1 มาจากการที่เขาและภรรยาพยายามที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาอาการภูมิแพ้อย่างหนักของภรรยา เนื่องด้วยภรรยามีอาการแพ้น้ำยาทำความ สะอาด ไม่ว่าจะเป็นสบู่เหลวล้างมือหรือน้ำยาล้างจาน จนทำให้ผิวหนังของมือเกิดอาการแพ้อย่างหนัก จึงคิดที่จะทำ ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใช้กันเอง โดยเน้นเรื่องของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เพื่อลดอาการแพ้ดังกล่าว

“มีการคุยกันว่าเราลองเอาความรู้สมัยเรียนมาพัฒนาเป็นสบู่เหลวล้างมือใช้กันเองดีไหม มั่นใจว่าคนที่เรียนหนังสือมาจะคุ้นเคยกับมะนาวและชาในเรื่องของการชำระล้างคราบไขมัน เราก็ลองผิดลองถูกกันบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้น และมีการหาข้อมูลเพิ่มเติมทั้งจากเพื่อนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ อาจารย์และคุณหมอ ค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงสูตรมาเรื่อยๆ โดยวัตถุดิบหลักของเราก็คือ มะนาวและชานั่นเอง ไม่มีการใส่สารเคมี เพราะคนทำ คือคนที่มีอาการแพ้โดยตรงเขาจะรู้ว่ายังขาดหรือต้องเพิ่มเติมอะไร เรียกว่าใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 6 เดือนกว่าที่สูตรจะอยู่ตัว พอทำเสร็จ ภรรยาก็เอาไปใช้ในที่ทำงาน ทำให้เพื่อนๆ ที่มีอาการแพ้เหมือนกันเริ่มเห็นและขอทดลองใช้ เมื่อพิสูจน์แล้วว่า SB1 ตอบโจทย์ได้ เพื่อนๆ จึงเปลี่ยนเป็นขอซื้อแทน จากจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการต่อยอดเป็นธุรกิจขึ้นมา”

สบู่เหลวล้างมือสูตรธรรมชาติ SB1 นั้น มีผลช่วยในการยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อรา ประกอบด้วยน้ำมะนาวและ น้ำมันจากเปลือกมะนาวสด และชาเข้มข้น ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ทำลายหรือชะล้างน้ำมันธรรมชาติในผิวหนัง จึงทำให้มือยังคงความนุ่มชุ่มชื่น โดยไม่เป็นต้องพึ่งพาครีมบำรุงมือ ซึ่งผลดีในจุดนี้เอง จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์นี้ นอกเหนือจากผู้ที่มีปัญหาเรื่องของอาการแพ้เพียงอย่างเดียว

ส่วนที่มาของแบรนด์ SB1 ทศทิศบอกว่ามาจากตัวย่อชื่อเล่นของเขาและภรรยา ส่วนเลข 1 นั้นมาจากความที่ภรรยามีอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งจะมีรหัสอยู่ตัวหนึ่งคือ Standby 1 คำว่า Standbyคือการที่ลูกเรือพร้อมที่จะถูกเรียกตัวไปปฏิบัติงานแทน และ Standby1 ก็คือ ในตอนเช้าคุณคือตัวสำรอง หากตัวจริงป่วยก็จะต้องถูกเรียกตัวไปแทน จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์นี้ว่า หากคุณต้องการหาตัวแทนในการแก้ไขปัญหา SB1 คือตัวที่ตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด คือตื่นเช้ามารองรับปัญหาคุณตั้งแต่การล้างมือในครั้งแรกไปจนถึงก่อนเข้านอน

เปิดตลาดด้วยเฟซบุ๊ก กับกลยุทธ์ “ความจริงใจ”

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เฟซบุ๊ก กลายเป็น Social Network ที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมที่เห็นชัดเจนคือ หลังจากลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่คนมักจะทำกัน คือการหยิบโทรศัพท์มือถือมาเช็กความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก นั่นจึงเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องการเข้ามาขายสินค้าบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึง SB1 ด้วยเช่นกัน

“ปัจจุบันเราขายผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเดียว ถามว่าทำไมถึงเลือกเฟซบุ๊ก เพราะเฟซบุ๊กเป็น Social Network ที่เราใช้กันอยู่แล้ว พอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นทำเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยสร้างเพจขึ้นมา www.facebook.com/SB1Natural ด้วยจุดเด่นหลายๆ อย่างของเฟซบุ๊ก สามารถตอบโจทย์ความต้องการเราได้ คือ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้จำนวนมาก ลงทุนไม่สูง เพราะเราไม่ต้องไปเสียค่าเช่าตึกเพื่อเปิดหน้าร้าน และเมื่อไม่มีหน้าร้านก็ไม่ต้องจ้างพนักงานไปเฝ้า และที่สำคัญเฟซ บุ๊กทำให้เราไม่จำเป็นต้องนั่งทำอยู่แค่ที่บ้านเท่านั้น อยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ หากลูกค้าสนใจเข้ามา เราก็เห็นข้อความในเฟซบุ๊กแล้วสามารถที่จะสื่อสารกลับไปได้ตลอดเวลา สมมุติถ้าเราติดไปต่างจังหวัด ก็ไม่เป็นปัญหา ตอนนี้เราจะมีสินค้าติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไม่ต้องห่วงเรื่องการขนส่ง เพราะมีไปรษณีย์อยู่ทั่วประเทศ ถ้าลูกค้าสั่งซื้อเข้ามา ก็แค่โอนเงินและส่งที่อยู่มาให้ เราสามารถแวะเข้าไปที่ไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศไทยเพื่อส่งของให้ลูกค้า”

สำหรับกลยุทธ์ในการใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการทำการตลาดนั้น ทศทิศเล่าว่า นอกเหนือจากการซื้อโฆษณาจากทางเฟซบุ๊ก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างแล้ว กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างของเขานั่นก็คือ การให้ความจริงใจกับลูกค้า ซึ่งจะเป็นการสร้างการจงรักภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว และเชื่อว่าจะทำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง

“กลยุทธ์ของเราคือเน้นความจริงใจอย่างเดียวเลย อย่างที่บอกลูกค้าเป้าหมายของเรา คือกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาการแพ้บนผิวหนัง มีหลายครั้งที่เราปฏิเสธขายให้กับลูกค้าในเวลานั้น คือถ้าลูกค้าถามมาว่า ราคาเท่าไร เราจะถามกลับไปเสมอว่า ไม่ทราบว่ามีปัญหาภูมิแพ้ทางด้านไหน ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม เผื่อเราจะได้ช่วยแก้ปัญหาได้ เขาก็ถ่ายรูปมือกลับมาให้ดู หลายคนที่เราปฏิเสธขายเพราะว่ามือเขามีปัญหาผิวแพ้อย่างรุนแรงมาก เราก็บอกว่า ขอยังไม่ขายให้ตอนนี้ แล้วก็อธิบายให้เขาฟัง สอบถามว่าอาการนี้แพ้ตั้งแต่เมื่อไร แล้วก็แนะนำให้เขาไปหาหมอ เมื่อแผลหายแล้วค่อยเป็นเวลาที่เราจะขายให้ นี่คือความจริงใจที่ลูกค้าจะได้จากเรา ลูกค้าหลายรายนำไปใช้อาบน้ำ และสระผม ซึ่งบอกว่าดีมาก ทำไมไม่ระบุว่าเป็น All Purposes คนอื่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะ โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรีที่ทำสีผม ซึ่งโดนสารเคมีมากจะได้ใช้ถนอมหนังศีรษะ แต่เราเกรงว่าจะเข้าข่ายอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทุกคนที่กลับมาซื้อจะบอกว่าชอบตรงที่เราถามเยอะนี่แหละ ซึ่งเฟซบุ๊กถือเป็นช่องทางที่ช่วยให้เราสื่อสารกับลูกค้าได้ตลอดเวลาและรวดเร็ว”

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์แล้ว การให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจเพจของ SB1 ซึ่งในอนาคตนั้นอาจจะมีการพัฒนารูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ เช่นการจัดโปรโมชั่น หรือการเล่นเกม เพื่อสร้างความน่าสนใจกับลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับช่องทางการตลาดออนไลน์ประเภทนี้ คือการสื่อสารกลับที่รวดเร็วจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้อย่างมาก

“คุณต้องใส่ใจกับสิ่งที่ลูกค้าถามเข้ามา มีหลายเพจที่ตอบช้าทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดี แต่สำหรับเราจะพยายามตอบกลับอย่างเร็วที่สุด วิธีการใช้คำพูดในการสื่อสารก็สำคัญเช่นกัน เพราะจะเป็นตัวหนึ่งที่สามารถช่วยกรองผู้ที่เข้ามาอ่านเพจได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาเราทำเพจ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หมด ดังนั้นวิธีการใช้คำพูดต้องให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย และจงจำไว้ให้ดีว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ สื่อ Digital สร้างประโยชน์ให้ก็จริง ทำให้การค้าเติบโตได้ แต่คมอีกด้านของมันก็มี สำหรับคนที่เป็นผู้ประกอบการายใหม่หรือที่มีความคิดที่จะทำการตลาดออนไลน์ ข้อแรกเลยคือ ต้องมีความจริงใจต่อทุกคำพูด คำโฆษณาหรือต่อทุกคำตอบ แล้วคุณจะได้ความจริงใจกลับมาจากลูกค้า ในขณะเดียวกันต้องติดอาวุธให้กับตัวเองตลอดเวลา เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า รอบข้างเราอันตรายแค่ไหน เมื่อวันหนึ่งคุณโต คุณเด่นดังในโซเชียล มันอาจจะมีด้านลบวิ่งเข้ามาชนคุณบ้าง ดังนั้นคุณต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ”

อย่างไรก็ดี แม้การเริ่มต้นวันนี้ของ SB1 จะมีเพียงแค่เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการทำตลาด แต่ในอนาคตทศทิศมองว่า หากมีช่องทางที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง ก็พร้อมที่จะขยายโอกาสไปในทันที

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี