รู้ทันทรัพย์สินทางปัญญา จดไวธุรกิจไปไกลทั่วโลก

15 พฤษภาคม 2561

HIGHLIGHT

- กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ผู้ประกอบการต้องให้ความใส่ใจมากที่สุด คือเรื่องของเครื่องหมายทางการค้าและสิทธิบัตร เพราะการคุ้มครองทางกฎหมายจะส่งผลต่ออนาคตการเติบโตของธุรกิจได้ แม้ค่าใช้จ่ายจะสูงแต่ขอให้ทำความเข้าใจว่านี่คือการลงทุนเพื่อผลทางธุรกิจในระยะยาว

- การจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นใดทั้งหมด ซึ่งอาจจองสิทธิ์ไว้ก่อนก็ได้แล้วค่อยไปดำเนินการอย่างอื่น เพราะหากดำเนินการในเรื่องอื่นไปแล้วค่อยมาจดสิทธิบัตร อาจเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบและแย่งจดสิทธิบัตรได้

- เครื่องหมายทางการค้าเป็นสิทธิ์เฉพาะดินแดน จดทะเบียนที่ประเทศไหนได้รับคุ้มครองสิทธิ์เฉพาะประเทศนั้น ดังนั้นเมื่อจดทะเบียนสิทธิ์ในไทยแล้ว ก็ควรจดทะเบียนในประเทศอื่นที่คิดจะเข้าไปเปิดตลาดหรือทำการค้า รวมถึงประเทศที่มีการลอกเลียนแบบสินค้าอยู่บ่อยครั้งและประเทศคู่แข่งที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันก็ควรจดไว้ด้วย
 
                เมื่อโลกธุรกิจทุกวันนี้เปิดโอกาสให้ผู้รู้คือผู้ได้เปรียบทางการแข่งขัน ทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องเรียนรู้ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคิดจะทำธุรกิจกันยาว ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิต การออกแบบสินค้าและบริการ ตลอดจนชื่อแบรนด์และโลโก้สินค้า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามีราคาแทบทั้งสิ้น

                ชยันต์ ภู่สันติสัมพันธ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังติดภาพว่าทรัพย์สินทางปัญญาคือผลงานวิจัยที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา ทำให้ไม่สนใจที่จะจดทะเบียนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งการสร้างสรรค์งานส่วนใหญ่จะเน้นการสร้างความแตกต่างให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาตัวหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากปล่อยให้ผู้อื่นนำผลงานสร้างสรรค์ของตัวเองไปลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำ

                ทั้งนี้ ทรัพย์สินทางปัญญาที่กฎหมายให้การคุ้มครองจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมและลิขสิทธิ์ โดยในส่วนของทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมยังสามารถแบ่งออกมาได้อีก 6 ประเภทย่อย คือ 1.สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร 2.เครื่องหมายทางการค้า 3.แบบผังภูมิของวงจรรวม 4.ความลับทางการค้า 5.เครื่องบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI และ 6.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ แต่ส่วนที่มีความสำคัญกับธุรกิจการค้าและมักเป็นประเด็นขัดแย้งจนกลายเป็นคดีความกันบ่อยครั้งจะมีอยู่ 3 เรื่อง คือ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรและเครื่องหมายทางการค้า

                “ลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่คนคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะองค์กรใหญ่ ๆ มีการแจ้งจับกันเยอะ อย่างค่ายเพลงหรือพวกการ์ตูนลิขสิทธิ์ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกับสิทธิบัตรเท่าไร ทั้งที่มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน สิทธิบัตร กับลิขสิทธิ์ต่างกันตรงที่ลิขสิทธิ์เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เป็นงานที่เกิดมาจากแรงบันดาลใจจากข้างในของผู้สร้างสรรค์เอง เช่น งานเขียน งานออกแบบ หรืองานศิลปะต่าง ๆ ซึ่งสิทธิ์จะเกิดขึ้นทันทีที่งานนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ในการฟ้องร้องเพื่ออ้างสิทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของผลงานจะต้องจัดเตรียมหลักฐานมาใช้ในการเรียกร้องสิทธิ์เอง โดยสิทธิ์มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และต่อเนื่องไปอีก 50 ปี หลังจากนั้นผลงานจะตกเป็นของสาธารณะ ใครก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

                “ส่วนสิทธิบัตรเป็นผลงานด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่คิดค้นขึ้นมาใหม่โดยมีหลักในการพิจารณา 3 เรื่องคือ 1.เป็นเรื่องที่คิดค้นขึ้นมาใหม่โดยที่ยังไม่มีใครในโลกนี้เคยคิดค้นขึ้นมาก่อน 2.เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 3.สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตจำนวนมาก ๆ ดังนั้นอะไรที่ไม่ใหม่ไม่ถือว่าจดสิทธิบัตรได้ ซึ่งการจดต้องมีการตรวจสอบกับข้อมูลจากทั่วโลกเพราะต้องเป็นเรื่องที่ใหม่จริง ๆ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งคิดมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะอยู่แห่งใดในโลกก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การจดสิทธิบัตรค่อนข้างใช้เวลานาน”

                โดยชยันต์บอกว่าการจดสิทธิบัตรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นใดทั้งหมด ซึ่งอาจจองสิทธิ์ไว้ก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปดำเนินการอย่างอื่น ซึ่งจริง ๆ ควรรอให้ได้รับสิทธิ์เรียบร้อยก่อนค่อยไปทำอย่างอื่นด้วยซ้ำ เพราะหากดำเนินการอย่างอื่นไปแล้ว เช่นทำการตลาดไปแล้ว ปรากฏว่าการจดสิทธิบัตรไม่ผ่าน ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบและแย่งจดสิทธิบัตรได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ให้ดี

                ส่วนในเรื่องของเครื่องหมายทางการค้าหรือโลโก้นั้น ชยันต์บอกว่ามีหลักพิจารณาที่อาจขัดใจผู้ประกอบการอยู่บ้าง นั่นคือต้องไม่บรรยาย บ่งบอก หรือแสดงถึงสินค้าที่จะขาย เหตุผลก็เพราะทรัพย์สินทางปัญญาคือสิทธิผูกขาด ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์สามารถฟ้องผู้ละเมิดได้ ดังนั้นคำที่บรรยายถึงสินค้าจึงควรเป็นคำที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ใช่สิทธิ์เฉพาะของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้าปล่อยให้ใครจดทะเบียนครอบครองสิทธิ์ได้ คนที่จดได้ก่อนก็จะได้สิทธิ์ผูกขาดอยู่เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนอื่น ๆ ที่ต้องการทำการค้าในสินค้าอย่างเดียวกัน ยกตัวอย่างเรื่องของกาแฟ ผู้ค้าอาจใช้คำว่า Coffee อยู่ในเครื่องหมายการค้าได้ แต่คำว่า Coffee จะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ ใครก็สามารถใช้คำ ๆ นี้ได้เช่นกัน

                “สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้ก็คือ สิทธิบัตรกับเครื่องหมายทางการค้าเป็นสิทธิ์เฉพาะดินแดน คือจดทะเบียนที่ประเทศไหนได้รับความคุ้มครองเฉพาะประเทศนั้น ดังนั้นเมื่อจดทะเบียนในไทยแล้ว ก็ต้องไปจดในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิบัตร ผู้เป็นเจ้าของต้องวางแผนดี ๆ เพราะการให้สิทธิ์จะดูเรื่องของความใหม่เป็นสำคัญ ภายใน 1 ปีหากยังไม่ไปจดความใหม่นั้นอาจจะหมดไปหรือมีคนอื่นไปจดก่อน ซึ่งปัจจุบันจะมีระบบการจองสิทธิ์ผ่านทางออนไลน์ที่เรียกว่า PCT (Patent Cooperation Treaty) โดยเจ้าของสิทธิ์จะต้องยื่นเรื่องผ่านระบบออนไลน์ในเว็บของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อจองสิทธิ์ในเบื้องต้นก่อน และจะมีเวลา 18  เดือนในการเดินทางไปจดทะเบียนจริงที่ประเทศนั้น ๆ ส่วนเครื่องหมายทางการค้าก็เช่นเดียวกัน สามารถยื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้เช่นกัน แต่ต้องยืนยันตัวตนและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกับทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเสียก่อน หลังจากนั้นสามารถทำธุรกิจต่าง ๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้เลย โดยไม่ต้องเข้ามาที่กรมฯ อีก”

                ชยันต์กล่าวเสริมอีกว่า การจดทะเบียนสิทธิ์ในต่างประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลทางการค้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไร้พรมแดนอย่างทุกวันนี้ ที่การค้าขายสามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์ ดังเช่นปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทยเยอะมาก ขณะที่จีนบุกตลาดไทยการเข้ามาช้อปสินค้าในไทยอาจมีนัยเพื่อเข้ามาดูว่าสินค้าไทยแบรนด์ใดค้าขายกับคนจีนได้มากที่สุด แล้วเอาสินค้าแบรนด์นั้นไปจดทะเบียนที่จีนนั่นจะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำสินค้าแบรนด์ตัวเองเข้าไปเปิดตลาดในจีนได้เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิ์ ยกเว้นแต่จะเข้าไปในชื่อแบรนด์อื่น หากอยากจะเปิดตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ตัวเองอาจต้องซื้อสิทธิ์กลับคืนมา ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีราคาที่แพงกว่าค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเองในตอนแรก

                สำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าในต่างประเทศ เป็นเรื่องของการลงทุนระยะยาวที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่าควรต้องไปจดที่ไหนบ้าง แต่โดยหลักแล้วจะมีข้อพิจารณาอยู่ 4 ข้อ คือ 1.จดทะเบียนในไทยก่อน 2.เลือกจดเฉพาะประเทศที่คิดจะเข้าไปเปิดตลาดหรือทำการค้าด้วย 3.ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการลอกเลียนแบบสินค้า และ 4.ประเทศที่มีคู่แข่งทำการค้าขายสินค้าประเภทเดียวกัน

                โดยอายุการคุ้มครองในส่วนของเครื่องหมายทางการค้าจะได้สิทธิ์ 10 ปี แต่ผู้เป็นเจ้าของสามารถต่อสิทธิ์ได้เรื่อย ๆ หากไม่ต่อสิทธิ์และมีใครมาจดแทน สิทธิ์นั้นก็จะเปลี่ยนเป็นของคนใหม่ทันที ส่วนสิทธิบัตรจะมีอายุการคุ้มครอง 20 ปี หลังจากนั้นสิทธิ์จะกลายเป็นของสาธารณะ ซึ่งใครก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่กว่าจะถึงเวลานั้นผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ย่อมพัฒนาต่อยอดไปได้ไกลแล้ว และนี่เองที่ทำให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินปัญญา เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรรู้