Green Ocean Strategy ธุรกิจรักษ์โลก มากกว่าแค่...โอกาสทำเงิน

12 มิถุนายน 2555

จากปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขยะ น้ำเน่า อากาศเสีย หรือภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่สภาพอากาศที่ ร้อนจัด ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนมากมาย ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสตื่นตัวในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยใหม่เริ่มที่จะแสวงหาหรือเลือกใช้บริการหรือสินค้าต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและเยียวยาโลกใบนี้

ขณะเดียวกันเมื่อผู้บริโภคปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิต ด้านผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะสนองตอบกับความต้องการดังกล่าว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงมีธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกถึงสองตัว” เพราะนอกจากจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้แล้ว ยังคืนกำไรสู่สังคมด้วยการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัวอีกด้วย ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีผู้ประกอบการหลายต่อหลายคนเลือกใช้กลยุทธ์ “สีเขียว” นี้ เพื่อมาสร้างความโดดเด่นให้กับธุรกิจ พร้อมกับใช้เป็นแนวทางช่วยสร้างความยั่งยืนในอนาคต เพราะตระหนักดีว่า กระแสเรื่องของสิ่งแวดล้อมจะไม่จางหายไปไหน แต่ตรงกันข้ามกลับจะมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในการเดินบนเส้นทางสายสีเขียวนี้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือแม้แต่ SME สามารถที่จะทำได้เหมือนกันหมด ซึ่งรูปแบบวิธีการก็มีอยู่มากมาย บ้างก็เป็นการพัฒนาสินค้าเพื่อให้มีฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บ้างก็เป็นกระบวนการผลิตที่ช่วยลดผลกระทบต่อโลกใบนี้ หรือบ้างก็เลือกทำในลักษณะของกิจกรรม CSR เพื่อตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจสีเขียวรูปแบบไหน เชื่อเถอะว่าสิ่งที่จะได้รับกลับมาจะไม่ใช่แค่ “โอกาสทางธุรกิจ” แต่ที่มากกว่านั้นคือ การได้ตอบแทนโลกใบนี้นั่นเอง เช่นเดียวกับ 2 ธุรกิจอย่าง บริษัท ปภพ จำกัด ที่ให้บริการคำปรึกษาและวางระบบบำบัดของเสียและเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียน และ บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์ม Hi-Kool ที่แม้จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่จุดที่เหมือนกันคือ การคว้าโอกาสจากเทรนด์รักษ์โลกได้อย่างดีเลยทีเดียว

“ปภพ” หนุนอุตสาหกรรมสีเขียว สร้างพลังงานทดแทน...จากของเสีย

ไม่ว่าจะเป็นขยะจากชุมชนหรือของเสียจากอุตสาหกรรมก็ดี สิ่งเหล่านี้ในสายตาของใครหลายๆ คน คือตัวปัญหาที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อสิ่งแวดล้อม หากไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดีพอ แต่สำหรับ “บริษัท ปภพ จำกัด” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนและการจัดการสิ่งแวดล้อม กลับมองเห็นโอกาสมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ของเสียที่ว่านี้ จึงได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเพื่อช่วยในการบริหารจัดการสิ่งไร้ค่าให้กลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยบริการที่บริษัทแห่งนี้ทำให้กับลูกค้า ไม่ได้เพียงแค่ช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ไว้ได้อีกด้วย

เรื่องราวของธุรกิจสีเขียวซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งนี้ ลิขิต นิ่มตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปภพ จำกัด ได้เล่าให้ฟังว่า บริษัทเปิดดำเนินงานในปี 2534 โดยธุรกิจหลักๆ มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ การระบบบำบัดของเสีย และอีกส่วนคือ การผลิตพลังงานทดแทนจากของเสีย ซึ่งของเสียที่ว่านี้จะเป็นน้ำเสียก็ได้ หรือ ของเสียจากอุตสาหกรรมก็ได้ หรือแม้แต่ขยะชุมชนก็สามารถนำเอามาทำเป็นพลังงานทดแทนได้เช่นกัน โดยหากเป็นในลักษณะของ น้ำเสีย บริษัทจะนำเอามาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพก่อน ซึ่งแก๊สชีวภาพนั้นสามารถเอาไปใช้เป็นพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยกัน เช่น เอาไปใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า หรือพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ได้ ขณะที่ขยะชุมชน เมื่อมีการคัดแยกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ขยะส่วนหนึ่งที่มีความเหมาะสมสำหรับนำเอาไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้า และในส่วนของเสียอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ก็จะนำไปเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงเพื่อเอาไว้ใช้ผลิตไฟฟ้า

“พลังงานที่ได้จากของเสียพวกนี้ จะเป็นพลังงานหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อใดที่โรงงานเดินสายการผลิต เราก็จะได้ของเสียพวกนี้มาเป็นวัตถุดิบในการใช้ผลิตพลังงานตลอดเวลา หรืออย่างขยะชุมชุนก็มีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเช่นกัน จริงๆ แล้วตัวขยะมันมีมูลค่าเพิ่มในตัวของมันอีกตั้งหลายอย่างที่เราไม่ได้หยิบมันมาใช้ ขยะเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีทางหมด ดังนั้นเราควรจะใช้ประโยชน์จากมันให้ได้เต็มที่”

แต่ที่ผ่านมา ในความเห็นของลิขิตกล่าวว่า ระบบการจัดการในเรื่องขยะของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน 100 เปอร์เซ็นต์ ขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบและการบริหารจัดการที่ดีพอ ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าการจัดการขยะยังเลือกใช้เทคโนโลยีที่ลงทุนต่ำและเลือกเทคโนโลยีเดียวในการบริหารจัดการ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร เช่น ที่ผ่านมายังเป็นแค่การนำเอาขยะไปฝังกลบหรือนำไปเผา ซึ่งการเผาก็เป็นการเผาอย่างเดียว แต่การเผาก็อาจจะยังไม่เหมาะสมกับขยะในบ้านเรา เนื่องจากขยะมีความชื้นสูง

ฉะนั้นเทคโนโลยีที่น่าจะนำมาใช้สำหรับจัดการขยะในเมืองไทย จึงควรเป็นการรวมเทคโนโลยีทั้งสองด้านเข้ามาไว้ด้วยกัน เริ่มด้วยการคัดแยกขยะ โดยแยกขยะส่วนที่เผาได้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ซึ่งจะทำให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อีกส่วนหนึ่งคือขยะที่มีความชื้นมาก ซึ่งก็เป็นขยะอินทรีย์ สามารถที่จะนำเอาไปผลิตแก๊สชีวภาพ ซึ่งระหว่างที่ผลิตแก๊สชีวภาพนั้นถือเป็นการกำจัดความชื้นออกไปในตัว แม้การทำเช่นนี้อาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นก็จริง แต่เชื่อว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิมเช่นกัน และที่สำคัญคือยังสามารถจัดการขยะได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

“ผมเชื่อว่าขยะจะสามารถสร้างมูลเพิ่มให้กับผู้ลงทุนได้ในระดับที่รัฐอาจลดการอุดหนุนลงได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการบริหารจัดการพลังงานก็คือ ความต่อเนื่องและสามารรถควบคุมได้ อย่าง wind farm หรือ solar farm นั้นเราไม่สามารถที่จะควบคุมการผลิตได้ เราสั่งให้ลมพัดหรือหยุดพัดไม่ได้ มันจึงยังไม่ใช่ตัวที่จะมาทดแทนพลังงานหลักได้ แต่ขยะนั้นเราสามารถควบคุมมันได้ เราสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขยะเป็นวัตถุดิบที่รัฐควรจะส่งเสริมมากที่สุด เราได้สองเรื่องเลย คือ เราได้พลังงานที่มั่นคง และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันต้องใช้เทคโนโลยีให้ครบ แต่ที่ผ่านมาที่ยังไม่ค่อยสำเร็จ ก็เพราะทำด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น”

สำหรับปภพแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงานมาได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมแบบเฉพาะตัว (Tailor Made) ซึ่งใช้เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังปราศจากสารเคมี จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบริษัทสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของระบบที่หลากหลายและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท เพื่อใช้ในการจัดการพลังงานหมุนเวียนและบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

“ลูกค้าของเรานั้น จริงๆ เราทำไปเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว แต่ที่เป็นลูกค้าหลักๆ คือกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากประเทศไทยมีผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อยู่มากทั่วประเทศ โดยตลาดส่วนใหญ่ของเรายังอยู่ในประเทศเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ต่างประเทศเราก็พอมีลูกค้าบ้าง อย่างที่อินโดนีเซียและขณะนี้กำลังติดต่อกับลูกค้าฟิลิปปินส์อยู่ ซึ่งคาดว่าหลังจากเปิด AEC เราคงจะมองตลาดต่างประเทศมากขึ้น”

ลิขิตยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันลูกค้าเริ่มหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ หากเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะมีการดำเนินอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของระบบบำบัดของเสียและการผลิตพลังงานทดแทน สำหรับโรงงานขนาดเล็กเริ่มมีการตื่นตัวมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่า คุณสมบัติของของเสียนั้นเหมาะกับการผลิตเป็นพลังงานหรือไม่ อย่างบางโรงงานที่คุณสมบัติของของเสียไม่ดีพอที่จะลงทุนด้านการผลิตพลังงานก็จะทำแค่ระบบบำบัดของเสียเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็มีหลายๆ อุตสาหกรรมที่ไม่สามารถทำพลังงานทดแทนได้ เช่น อุตสาหกรรมเคมี จึงต้องใช้แค่ระบบบำบัดเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกค้าของบริษัทปภพนั้น สามารถใช้ประโยชน์จากการลงทุนในเรื่องของการผลิตพลังงานทดแทนได้ 2 รูปแบบ คือ ผลิตเป็นพลังงานเพื่อใช้เองในอุตสาหกรรมก่อน หากเหลือใช้แล้วจึงค่อยนำไปขายต่อ โดยลูกค้าสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื่อเพลิงที่เคยใช้ในโรงงาน แต่เมื่อเหลือใช้แล้วสามารถจะนำเอาไปผลิตเป็นไฟฟ้า เพื่อ ขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างจังหวัด ดังนั้นจึงอยู่ในอำนาจของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่วนอีกแบบคือ ผลิตเพื่อขาย 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ที่ผลิตพลังงานเองได้เพียงพออยู่แล้ว ดังนั้น ส่วนที่เกิดขึ้นจากของเสีย 100 เปอร์เซ็นต์ จึงผลิตเป็นไฟฟ้าขายออกไปได้ทั้งหมด

“ตอนนี้เรามีอุตสาหกรรมที่สามารถผลิตพลังงานใช้เองได้ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วเหลือขาย ในประเทศไทยมีอยู่ 3 อุตสาหกรรมหลักๆ คือ น้ำตาล เขาใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง ผลิตเป็นพลังงาน 100 เปอร์เซ็นต์ใช้ในโรงงาน และเขาก็ขายเป็นไฟฟ้าออกไป นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม”

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่ารูปแบบธุรกิจของปภพไม่ได้เพียงแค่สร้างโอกาสและผลตอบแทนที่เป็นเม็ดเงินให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบๆ ตัวควบคู่ไปด้วย

Hi-Kool ฟิล์มคลายร้อน ช่วยโลกประหยัดพลังงาน

จากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ธรรมชาติ และมนุษย์ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนทั่วโลกจึงหันมาใส่ใจช่วยกันลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น และหนึ่งในธุรกิจที่แม้จะไม่ได้ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ก็สามารถช่วยโลกใบนี้ในทางอ้อมได้เช่นกัน

เมื่อเอ่ยชื่อเชื่อว่าใครๆ ต้องรู้จักฟิล์ม Hi-Kool แม้ฐานลูกค้าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มผู้ที่ขับขี่รถยนต์ แต่ด้วยคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสงที่ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดยังได้สร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มอาคารและที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มกรองแสงมาอย่างต่อเนื่อง จนคุณภาพและบริการเป็นที่ยอมรับจากลูกค้ามากมายนี้เอง ทำให้ Hi-Kool สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งวันนี้ธุรกิจกำลังถูกขับเคลื่อนโดยคลื่นลูกใหม่อย่าง “ชลฑิชา วณิชชากรพงศ์” และ “ชลิฎา วณิชชากรพงศ์” สองสาวฝาแฝดทายาทรุ่นสองที่เข้ามาช่วยเสริมกำลังให้กับธุรกิจครอบครัวของพวกเธอ

จากการเปิดเผยของ ชลฑิชา วณิชชากรพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์และฟิล์มอาคาร Hi-Kool เล่าว่า ตลาดเมืองไทยนั้นยังเป็นการนำเข้าฟิล์มกรองแสงจากต่างประเทศทั้งหมด สำหรับแบรนด์ Hi-Kool นั้นจะนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตมียอดขายเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งแบรนด์ติดอันดับในตลาด ทำให้บริษัทเลือกที่จะสั่งผลิตสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ความเข้ม แสงผ่าน หรือแสงสะท้อน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง

“ด้วยความที่เราอยู่ในวงการฟิล์มกรองแสงมานาน จึงรู้ถึงความต้องการของลูกค้า และมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจเราโฟกัสกับสินค้าตัวนี้ตัวเดียว จึงคอยพัฒนาอยู่ตลอด ดังนั้นเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน คือจุดแข็งของแบรนด์เรา”

แม้ปัจจุบันตลาดหลักของฟิล์มกรองแสง Hi-Kool จะเป็นในกลุ่มของรถยนต์ส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตมาโดยตลอด อาจจะมีชะลอตัวลงบ้างหลังจากนโยบายรถคันแรกที่ทำให้ความต้องการในตลาดลดลง แต่ก็เชื่อว่าโอกาสยังมีอยู่อีกมหาศาล แต่อีกตลาดหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ กลุ่มอาคารและที่อยู่อาศัย แม้ว่าลูกค้าในกลุ่มนี้จะยังไม่ค่อยตื่นตัวกับติดฟิล์มกรองแสงบนกระจกของอาคาร แต่แนวโน้มในอนาคตมองว่าน่าจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น หากสามารถทำให้ตลาดรับรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของการติดฟิล์มกรองแสงสำหรับอาคารบ้านเรือนได้

“ทุกวันนี้ลูกค้ายังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องของการลดความร้อนของอาคาร บ้าน เวลาร้อนก็จะติดผ้าม่าน ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้กันความร้อนได้ดีเท่ากับฟิล์มกรองแสง เพราะยังมีไอร้อนเข้ามา ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนมาติดฟิล์มกรองแสง ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยสะท้อนความร้อนและแสงยูวีออกไป จึงทำให้รู้สึกเย็นมากกว่า และช่วยประหยัดค่าไฟด้วย ถ้าเป็นเมืองนอกนั้น บางประเทศเขามีการติดฟิล์มอาคารเป็นหลักเลย คือ ติดฟิล์มอาคาร 70 เปอร์เซ็นต์ และรถยนต์ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเมืองไทยคนส่วนใหญ่ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ เราต้องการให้คนตระหนักว่าการติดฟิล์มสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมาก บางทีการันตีเลยว่าถ้าติดฟิล์ม คุณจะคืนทุนค่าฟิล์มได้ภายในระยะเวลากี่เดือนหรือกี่ปี โดยดูจากค่าไฟที่ลดลงนั่นเอง เพราะถ้าเป็นบริษัทใหญ่ค่าไฟเดือนหนึ่งหลายแสนบาทเลยทีเดียว”

สำหรับความต้องการของลูกค้าในการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงนั้น อันดับแรกที่ลูกค้าให้ความสำคัญ คือ “ป้องกันความร้อนได้ดี” เรียกได้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองที่จุดนี้ก่อน เนื่องจากความร้อนนั้นแบ่งเป็นแสงผ่าน อินฟาเรด และยูวี ซึ่งยูวีมีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่อินฟาเรดมี 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ และแสงผ่านอีก 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ อันดับต่อมาคือเรื่องของ “ความใส” คือ ติดฟิล์มแล้วต้องไม่เบลอหรือมัว และอันดับสามคือ “อายุการใช้งาน” ต้องมีความคงทน ซึ่งสำหรับ Hi-Kool นั้นรับประกันนานถึง 7 ปี อย่างไรก็ดี สำหรับลูกค้าแล้วอาจต้องดูที่การใช้งานด้วย หากต้องการใช้งานสำหรับรถยนต์หรือบ้านที่อยู่อาศัย สามารถใช้ฟิล์มสำหรับติดรถยนต์ก็ได้เหมือนกัน เพราะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าเป็นอาคารสูง อาจจำเป็นต้องเลือกที่มีความหนาขึ้นมา

ชลฑิชา ยังบอกอีกว่า นอกจากภาวะโลกร้อนจะเป็นโอกาสของการเติบโตธุรกิจฟิล์มกรองแสงแล้ว เรื่องของสุขภาพก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้คนหันมาติดฟิล์มกรองแสงเพื่อป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง จากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ ผู้มีอายุระหว่าง 51-60 ปี เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังสูงหากไม่มีการป้องกันอย่างเพียงพอ

ทางด้าน ชลิฎา วณิชชากรพงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด กล่าวเสริมถึงแนวทางการทำตลาดว่า “ปัจจุบันในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดนั้น จำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อให้สามารถออกแคมเปญการตลาดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมาจะมีการทำภาพยนตร์โฆษณาอยู่เป็นระยะๆ รวมถึงสื่อโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ ออนไลน์ โดยเฉพาะบนเฟซบุ๊กจะมีการจัดกิจกรรมย่อยๆ เพื่อสื่อสารกับลูกค้า โดยปัจจุบันมีแฟนเพจประมาณ 80,000 คน ส่วนในแง่ของโปรโมชั่นจะเน้นทำกับกลุ่มที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เช่น การลุ้นชิงทองคำ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีการทำการตลาดผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น หากเป็นในกลุ่มรถยนต์ ก็จะเป็นการไปออกบู๊ธในงาน Motor Show และงาน Motor Expo ส่วนในกลุ่มของอาคารก็จะเป็นงานบ้านและสวน และงานสถาปนิก เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าและผู้บริโภคทั่วไป”

การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการดูแลเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ทุกๆ ภาคส่วนต่างได้รับประโยชน์กันโดยถ้วนหน้า ทั้งตัวผู้บริโภค ผู้ประกอบการธุรกิจ ประเทศชาติ หรือแม้แต่โลกใบนี้ เรียกได้ว่า ธุรกิจสีเขียวนี้ ให้ได้มากกว่าแค่โอกาสทำเงิน SCB SME จึงอยากให้เอสเอ็มอีทุกท่านได้มีมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจสีเขียวมากขึ้น

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี