จากช่างภาพฟรีแลนซ์ สู่ผู้ส่งต่อไฟให้ธุรกิจ SME

16 ตุลาคม 2562

จากช่างภาพฟรีแลนซ์ สู่ผู้ส่งต่อไฟให้ธุรกิจ SME​
อุกฤษฏ์ ตั้งสืบกุล  Minted Group

“ต้องเชื่อก่อนว่าเราเป็น แล้วเราจะเป็น” อินเนอร์ที่ผลักดันให้อดีตช่างภาพฟรีแลนซ์คนหนึ่ง เปลี่ยนผ่านและก้าวทะยานเป็นผู้จุดไฟความรู้ด้านดิจิทัล ให้ SME ไทยได้เติบโต เส้นทางชีวิตธุรกิจตลอดระยะเวลา 14 ปี ของผู้ชายใจนักเลงที่ ยอมขาดทุนแต่ไม่ยอมเสียชื่อ ชายหนุ่มที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์แต่กลับเลือกทำอาชีพถ่ายภาพ การเดินทางสู่ยอดเขาแห่งความสำเร็จในธุรกิจดิจิทัล เอเจนซี่ ด้านอสังหาริมทรัพย์ และการเป็น “ครู” ผู้ส่งต่อความรู้ให้ธุรกิจมากมาย
เส้นทางเหล่านี้ ล้วนต้องผ่านการทดสอบอย่างหนักในหลายสนาม คุณมิ้นท์ อุกฤษฏ์ ตั้งสืบกุล ผู้มีเป้าหมายใหญ่ที่มากกว่าแค่สร้างธุรกิจ แต่มันคือการ "จุดไฟ" ให้ประเทศไทยได้พัฒนา
 
ขาดทุน ไม่ขาดใจ

 “อยากทำงานที่ตัวเองไม่ต้องเป็นฟันเฟือง” ความคิดนี้เกิดขึ้นในหัวของคุณมิ้นในช่วงที่ยังทำงานถ่ายภาพ เพราะการเป็นฟรีแลนซ์นั้น ห้ามขาด ห้ามสาย ห้ามตาย ห้ามลา เขาจึงตั้งบริษัท Minted Images ขึ้น โดยคิดไว้ตอนแรกว่าจะทำบริษัท Photo Stock แต่การมีบริษัท มีลูกน้อง ก็ต้องมีงาน จะรอทำตามความฝันอย่างเดียวไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ทำงานมัลติมีเดียให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย งานชิ้นนั้นเรียกว่าเป็นการ “แพ้ศึกแต่ชนะสงคราม” เพราะขาดทุนหลายแสน แต่กลับได้ “ใจ” ลูกค้า และทำให้ได้งานอีก 3 ที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ด้วยคติที่ว่า “ขาดทุนได้แต่เสียชื่อไม่ได้” จึงทุ่มเททำงานให้แบบเกินค่าจ้าง ผลลัพธ์จึงเกินความคาดหมาย ได้ใจลูกค้า ได้งานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่มาของการแจ้งเกิดในการทำงานด้านดิจิทัลให้ธุรกิจนี้

เปลี่ยนภาพลักษณ์ เพิ่มค่าความคิด

“เอเจนซี่เขามีค่าความคิด คุณมิ้นคิดค่าความคิดไม่ได้ เพราะไม่ใช่เอเจนซี่” คำพูดของลูกค้าที่คุณมิ้นยังจำได้แม่นจนทุกวันนี้และเป็นอีกหนึ่งเทิร์นนิ่งพอยท์สู่การเติบโต เมื่อพบว่าราคาที่เอเจนซี่เจ้าอื่นได้รับจากการออกแบบเว็บไซต์เพียงสองหน้าเท่ากับราคาที่เขาทำให้ลูกค้าทั้งเว็บไซต์ ค่าของงานที่ต่างกันหลายเท่าเพียงเพราะว่าตอนนั้นเขายังไม่ได้กำหนดภาพว่าเขาเป็นเอเจนซี่ เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าภาพลักษณ์กับราคานั้นสัมพันธ์กัน คุณมิ้นก็ไม่รีรอที่จะเปลี่ยนตัวเองใหม่ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเอเจนซี่คืออะไร แต่เพราะทัศนคติที่ว่า “เราเชื่อก่อนว่าเราเป็น แล้วเราจะเป็น” เชื่อก่อนแล้วค่อยหาวิธีไปสู่เป้าหมาย แล้วจะไปถึงจุดนั้นในที่สุด โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้และเลียนแบบ โดยใช้กลยุทธ์ในการสร้างความเชื่อมั่น เมื่อบริษัทตัวเองเล็กแต่ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ จึงขายตัวเองที่ผลงาน บวกกับการจัดการเรื่องการรับรู้และความเชื่อมั่นของลูกค้าเพราะ “ราคามากับความสามารถ” ถ้าคิดราคาถูก ลูกค้าก็คิดว่าเราทำงานแบบถูกๆ ถ้าอยากให้ลูกค้ามองว่าเราพรีเมี่ยมราคาก็ต้องสะท้อนภาพนั้นเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าความสามารถและผลงานก็ต้องไปด้วยกัน ธุรกิจจึงเดินหน้าไปอีกระดับ

ส่งมอบเกินความคาดหวัง

“ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเอเจนซี่แต่เป็นพาร์ทเนอร์ เป้าหมายของลูกค้าคือภารกิจของเรา” เมื่อมีลูกค้าถามว่าทำกูเกิลได้มั้ย ทำทัชสกรีนได้มั้ย หรือถ่ายภาพทางอากาศได้มั้ย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นบริษัทมีพนักงานแค่สามคนและบางเรื่องจริงๆ ก็ยังทำไม่เป็น แต่ด้วยความคิดบวกที่ว่า ถ้าลูกค้าเคยทำก็ต้องมีคนทำได้ เขาก็ต้องหาวิธีส่งมอบงานที่ดีให้ลูกค้าได้เช่นกัน นั่นทำให้ลูกค้ามองคุณมิ้นเป็นมากกว่าแค่เวนเดอร์แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ได้ทุกอย่าง “คุยกับเราแล้วทุกอย่างที่เคยเป็นปัญหา เราหาคำตอบได้” เพราะทัศนคติแบบ Can do และการให้มากกว่าความคาดหวัง ทำให้เกิดการชื่นชมและบอกต่อในวงการแบบปากต่อปาก ธุรกิจจึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งกองทัพ เห็น “ภาพใหญ่” เดียวกัน

ปัญหาหลักๆ ของ SME คือเรื่องคน ซึ่งมีสองเรื่องคือ การหาคนและการเสียคนไป หลายคนทำงานมองแค่ตัวงาน แต่มองไม่เห็นว่าสิ่งที่ทำส่งผลกว้างไปกว่านั้น คุณมิ้นเล่าถึงน้องที่ตัดต่อวิดีโอ ซึ่งคิดว่าอาชีพเขา “ก็แค่” งานตัดต่อ ต้องบอกให้เขามองใหม่ว่างานของเขามันไม่ใช่แค่นั้น “สิ่งที่ทำคือการส่งต่อชุดความรู้ให้กับคนทั้งประเทศไทย” พอเขาเข้าใจแล้วถอยออกมานอกจอ มองภาพที่ใหญ่ขึ้น เขาเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า “สิ่งที่เราทำกำลังช่วยพัฒนาประเทศไทย” งานที่ทำนั้นมีความหมายมากกว่าสิ่งที่เห็น เหมือนการปลูกต้นไม้ จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ฝังอยู่ในดิน เมื่อเวลาผ่านไปมันจะเติบโต ออกดอกออกผล เช่นเดียวกับการทำงานที่เราหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปในชีวิตของผู้คน    


เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เจ้าของธุรกิจจะโตไม่ได้ถ้าทีมงานไม่เข้าใจว่าเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร ต้องทำให้ทีมงานเห็นภาพใหญ่ ภาพเดียวกับเราด้วย คุณมิ้นเองกว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ผ่านปัญหาเรื่อง “คน” จนนอนน้ำตาซึมด้วยความเครียดและน้อยใจติดต่อกันเป็นอาทิตย์ เมื่อลูกน้องที่ผูกพันกัน ทำงานด้วยกันมานานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทในระยะเวลาเพียงสามเดือน จนเมื่อคิดได้ก็เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า “อะไรที่มันเกิดขึ้นมันต้องดีเสมอ” คิดว่าเรายังไม่เจอคนที่เหมาะสมกับเราที่จะเติบโตไปด้วยกัน จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เสียไป แต่โฟกัสกับสิ่งที่มีแล้วเพิ่มมูลค่าสิ่งเหล่านั้น จากวันนั้นบริษัทโตขึ้นมาประมาณ 3 เท่า ทุกปีคุณมิ้นจะพาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศพร้อมพ๊อคเก็ตมันนี่ เพราะคอนเซปของบริษัทคือ “ต้องเติบโตไปด้วยกัน”

ยิ่งให้ ยิ่งกล้า ยิ่งแกร่ง

เมื่อปริมาณงานและปริมาณเงินไม่ใช่ปัญหา คุณมิ้นจึงเริ่มมองเรื่องการพัฒนาศักยภาพ โดยคิดว่าบริษัทต้องได้ Certified Google จึงให้ลูกน้องที่พอมีความรู้เรื่องกูเกิลอยู่บ้างแล้วไปศึกษา แต่น้องในทีมซึ่งไม่เก่งภาษาอังกฤษกลับมาบอกว่ามันยาก “คำว่ายากมันไม่แก้ปัญหา” คุณมิ้นบอกน้องๆ และบอกว่าจะทำให้ดูว่าต้องทำได้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องกูเกิลเลย ศึกษาคู่มือด้วยตัวเองอย่างหนักเป็นเวลา 6 สัปดาห์ สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ และนำสิ่งที่ตัวเองรู้มาถ่ายทอดให้ทีม ยิ่งสอนก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น นำเสนอให้ลูกค้าได้คมขึ้น และด้วยเป้าหมายที่อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาประเทศ จึงอยากพัฒนาความรู้ในการใช้กูเกิลสำหรับธุรกิจขึ้นไปอีกระดับ เพราะหวังว่าจะนำความรู้ที่มีมาช่วยพัฒนาศักยภาพ SME ไทย แต่ในตอนนั้นในบ้านเรายังไม่มีคลาสจึงไปต้องบินไปเรียนที่มาเลเซีย ทำให้พบว่ามีแต่คนไทยเท่านั้นที่เข้าใจบริบทของคนไทยอย่างแท้จริง อาจารย์ต่างชาติสอนได้แค่ทฤษฎี แต่ไม่สามารถสอนการประยุกต์ใช้กับตลาดบ้านเราได้ “วันหนึ่งผมจะสอนกูเกิลให้คนไทยดู” คุณมิ้นเกิดไอเดียนี้ขึ้น จึงตั้งบริษัท “My Digital Partner” เปิดสอนกูเกิลแบบพับบลิค ในยุคที่ยังไม่มีใครสอน


ผลพลอยได้คือการทบทวนความรู้ของตัวเอง ทำให้เข้าใจเครื่องมือกูเกิลมากขึ้น แล้วจึงขยายไปสู่การสอน เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเพราะนักเรียนสามารถนำความรู้ไปสร้างรายได้ ขยายธุรกิจ หรือบางคนก็นำความรู้ไปขยายต่ออีกมากมาย “ส่องสว่างด้วยการทำตัวเป็นเทียนไปจุดเทียนคนอื่น เทียนเราก็ไม่ได้อ่อนแรงลง” คุณมิ้นกล่าวด้วยความภูมิใจ และนั่นนำไปสู่การส่งต่อไฟความรู้ที่กว้างไกลไปสู่คนไทยทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนเป็นการสอนออนไลน์ในชื่อ “Minted Academy”และเปลี่ยนวิชั่นบริษัทใหม่เป็น “ภารกิจบริษัทเราจะยกระดับ GPD ไทยให้ได้ 1%”

ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์ไปโดดเดี่ยวไม่ได้

“เราจะมีค่าเท่ากับค่าเฉลี่ยของคนรอบตัว” วิธีการเพิ่มค่าเฉลี่ยตัวเอง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งในองค์กรแล้วก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในหมู่คนที่สร้างธุรกิจมาเหมือนกัน จากการได้ร่วมเรียนหลักสูตร IEP กับ SCB ทำให้คุณมิ้นได้รับประสบการณ์ดีๆ มากมายทั้งความรู้ มิตรภาพและมุมมองใหม่ๆ คุณมิ้นได้รู้จักเพื่อนนักธุรกิจที่แบ่งปันประสบการณ์ให้กันอย่างจริงใจ การได้ฟังเรื่องราวทั้งความท้าทาย ความสำเร็จหรือบาดแผลของเพื่อนๆ จากหลากหลายธุรกิจ ทำให้มีกำลังใจและเข้าว่าปัญหาของเราเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของคนอื่นและถ้าเขาผ่านมันไปได้ เราก็ต้องผ่านไปได้เช่นกัน 


หลังจากได้รับการแบ่งปันประสบการณ์จากเพื่อนๆ ที่ IEP คุณมิ้นก็ก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้ด้วยการเป็นเมนเทอร์ในโครง The Dots ร่วมกับ SCB SME ซึ่งทำให้เขาได้รับอะไรกลับมามากมายทั้งความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าจากรุ่นพี่และเพื่อนๆ ทำให้ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองให้เสียเวลา “การจะเดินทางสู่ที่สูงเช่นเดินขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์ คุณขึ้นคนเดียวคุณตาย หนึ่งต้องถามคนที่เคยขึ้นมาก่อน  สองต้องมีคนเดินไปด้วยกัน สามถ้าเดินขึ้นไปแล้วต้องบอกคนข้างล่างเพราะคนข้างล่างอีกจำนวนมากเขาไม่รู้เลยว่าที่สูงวิวมันเป็นยังไง คนข้างล่างนั่งคุยกันเองแล้วบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่คนที่ไปถึงแล้วรู้ว่ามันเป็นไปได้ แต่มันต้องรู้วิธีคุณมิ้นยกตัวอย่างได้เห็นภาพถึงคุณค่าของการช่วยเหลือ การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ความงดงามและพลังของกลุ่มที่เกิดทั้งจากการให้และการรับอย่างจริงใจ


บทสนทนากับคุณมิ้นทำให้เห็นพลังของการมี Purpose หรือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อเป็นเข็มทิศให้ชีวิตและธุรกิจเดินทางไปสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จ ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความท้าทาย ว่าในเวลาอันจำกัดเราจะเลือกทำอะไร ทำไปทำไมและทำเพื่อใคร ไม่ว่าเป้าหมายจะไกลแค่ไหนหรือใหญ่เพียงใดจะทำให้เราไปได้ถูกทาง ขอแค่ “กล้าคิด กล้าเชื่อ” ว่าเป็นไปได้ โอกาสแห่งความสำเร็จที่ภาคภูมิใจกำลังรอให้เราชื่นชม ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนวันนี้และร่วมเดินทางไปด้วยกันกับผู้ที่เดินทางไปถึงความสำเร็จมาแล้วและพร้อมจะช่วยให้คุณไปสู่ยอดเขาแห่งความสำเร็จได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ให้พลังกลุ่มช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จให้คุณ

#SCBSME #SMEwithPurpose #เพื่อSMEเป็นที่1