สร้างหุ่นสวยให้ธุรกิจกับเทคนิค “ลีนโลจิสติกส์”

16 มกราคม 2561

          ปัจจุบัน หลายบริษัทหันมาให้ความสนใจกับการปรับใช้กลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการด้านโลจิสติกส์และเพิ่มผลผลิตของบริษัทให้มากขึ้น โดยนำระบบลีน (Lean) เข้ามาใช้ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีการนำระบบลีนมาใช้เช่นกัน เพื่อเป็นการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น  ลดเวลาในแต่ละกระบวนการ และจัดสรรพื้นที่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด เพื่อกำจัดความสูญเสีย (waste) ในทุกๆ ด้าน ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวนี้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานของลีนโลจิสติกส์ (lean logistics)
ซึ่งการที่จะให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการต้นทุนกระบวนการผลิตได้นั้น ทาง SCB SME จึงได้เชิญ คุณศิริพงษ์  จึงถาวรรณ (คุณเอส) ผู้เชี่ยวชาญด้านลีน (Lean Master) จะมาให้ความรู้ที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับการเอาเทคนิคลีนโลจิสติสก์มาใช้กับธุรกิจเอสเอ็มอี
Hi-light
  • โลจิสติกส์ (Logistics)  คือ กระบวนการไหลของสินค้าและบริการจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง หรือจากหลายจุดไปสู่อีกหลายจุดอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ครบถ้วน ตามกำหนดเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ
  • ลีนโลจิสติกส์ (Lean Logistics) เป็นแนวคิดในการกำจัดกระบวนการที่ไม่ได้สร้างคุณค่าออกไปจากกระบวนการ เพื่อลดเวลาการดำเนินงาน (Total Lead Time) และต้นทุน (Total Cost) โดยรวม และมุ่งไปที่การเพิ่มคุณค่าของ การไหล (Flow)  ซึ่งจะช่วยลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าได้ทันตามที่ลูกค้าต้องการด้วย
  • หลักการของ ลีนโลจิสติกส์ คือ การทำให้องค์กรด้าน Logistics มีการจัดการด้าน ทรัพยากรของการดำเนินงานต่างๆ + ลูกค้า + โอกาสทางการตลาด
 
โลจิสติกส์ (Logistics)  คืออะไร?
          โลจิสติกส์ (Logistics)  คือ กระบวนการไหลของสินค้าและบริการจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง หรือจากหลายจุดไปสู่อีกหลายจุดอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ครบถ้วน ตามกำหนดเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ ลีน (Lean) นั่นคือ การบริหารจัดการเพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าได้ทันตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการกำจัดกระบวนการที่ไม่ได้สร้างคุณค่าออกไปจากกระบวนการมากที่สุด และเห็นว่าเวลาการผลิตที่ยาวนานเกินไปเป็นความสูญเปล่าที่สำคัญ จึงต้องนำเอาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการผลิตลงได้อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการเพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าได้ทันตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการกำจัดกระบวนการที่ไม่ได้สร้างคุณค่าออกไปจากกระบวนการมากที่สุด และเห็นว่าเวลาการผลิตที่ยาวนานเกินไปเป็นความสูญเปล่าที่สำคัญ จึงต้องนำเอาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการผลิตลงได้อย่างยั่งยืน
          ลีนโลจิสติกส์ (Lean Logistics) ถือเป็นการจัดการกระบวนการด้าน Logistics เพื่อลดเวลาการดำเนินงาน (Total Lead Time) และต้นทุน (Total Cost) โดยรวม และมุ่งไปที่การเพิ่มคุณค่าของ การไหล (Flow) ของสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ พนักงาน (People), สินค้าคงคลัง (Inventory), Fixed Resource, Information, Communication, Finance & Cash, Capability (Stability, Standardization, Flexibility, Lead Time, Control, Visibility, Measurability, Actionability), Discipline ( Collaboration, System Optimization, Waste Elimination)
          หลักการของ ลีนโลจิสติกส์ คือ การทำให้องค์กรด้าน Logistics มีการจัดการด้าน ทรัพยากรของการดำเนินงานต่างๆ + ลูกค้า + โอกาสทางการตลาด มีประสิทธิภาพในเรื่องของ ความรวดเร็วของการเคลื่อนย้าย (Flow), สมรรถภาพและความสามารถ (Capability ) และ การมีวินัยเพื่อความยั่งยืน (Discipline) Logistics Fixed Resources Elimination (การกำจัดความสูญเปล่าด้านทรัพยากรที่มีอยู่) เช่น คลังสินค้าและพื้นที่คลังสินค้า, เครื่องมือในการขนส่ง, เครื่องมือหรืออะไหล่อุปกรณ์ที่มีอยู่, ชั้น Rack หรือที่อุปกรณ์เก็บสินค้า, เครื่อง Computer Software ที่มีอยู่
          ซึ่งการปฏิบัติงานเพื่อให้สูญเสียทรัพยากรอย่างน้อยที่สุด รวมถึงเพิ่มคุณค่าในการทำงาน ถือเป็นนิยามของแนวคิดแบบลีนโลจิสติกส์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามองค์กรที่จะนำระบบลีนโลจิสติกส์ไปใช้จะต้องเปิดใจ เข้าใจ และพร้อมเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานใหม่ๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดด้วย โดยแนวทางที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้มีอยู่  5 หัวข้อหลักคือ

         1. Specify Value เป็นการระบุคุณค่าของสินค้าในมุมมองของลูกค้า ซึ่งองค์กรจะต้องหลีกเหลี่ยงในการระบุคุณค่าของบุคคลอื่น เช่น หน่วยงานภายในองค์กร เป็นต้น
         2. Identify The Value Stream ต้องมีการสร้างคุณค่าของสินค้า กิจกรรมที่จำเป็นทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบ การสั่งซี้อ และผลิตสินค้า เพื่อที่จะแยกกิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่าหรือของเสีย (Waste) ออกไป
         3. Flow เป็นการสร้างการไหลของกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้สินค้าให้มีการไหลอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอและต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก หยุดชะงัก การเดินทางย้อนกลับ หรือใช้เส้นทางอ้อมและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
         4. Pull การผลิตสินค้าควรที่จะเกิดขึ้นจากคำสั่งเท่านั้น ซึ่งถ้าระยะเวลาใน Value Stream นั้นถูกทำให้ลดลงก็จะทำให้องค์กรสามารถที่จะออกแบบวางตารางการผลิต และผลิตสินค้าที่ลูกค้าต้องการในเวลาที่ลูกค้าต้องการได้ ซึ่งหลักการ Pull นี้ จะสำเร็จได้เมื่อใช้ระบบ Just-In-Time (JIT)
         5. Perfection องค์กรจะต้องพยายามที่จะสร้างความสมบรูณ์แบบด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินผลของ Value Stream อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะทำให้การไหลของทั้งสินค้าและข้อมูลมีความสำเร็จที่จะตอบสนองลูกค้าได้ ซึ่งของเสีย (Waste) จากระบบจะถูกกำจัดอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียงแต่กิจกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าเท่านั้น

          คุณศิริพงษ์  ยังได้บอกถึงข้อคิดง่ายๆ สำหรับการจัดกระบวนการแบบลีนโลจิสติกส์ ว่า “ในงานที่ทํากันอยู่ 100 งาน จะมีงานที่มีคุณค่าเพียง 10-20% เท่านั้น ส่วนอีก 80-90% เป็นงานที่ไม่มีคุณค่าจริงๆ แ ล้วลีนไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากแต่อย่างใด เพียงแค่เราทำความเข้าใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมเปิดใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้จะทำให้มีการใช้ต้นทุนลดลงจากการลดของเสียในการทำงานโดยนำแนวทางหรือกลยุทธ์ต่าง ๆ ไปใช้ มีการคิดที่มีกระบวนการอย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้จะทำให้ธุรกิจของคุณก็จะสามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ”