ประเทศไทย 4.0 กับโอกาสด้านโลจิสติกส์

28 เมษายน 2561

               “โมเดลประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand Economic 4.0” คือนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการเป็นนโยบายที่วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน สถานศึกษาและสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่จะมาทำงานร่วมกัน อีกทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทําให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างเตรียมแผนธุรกิจเพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศมากขึ้น จึงนับว่าเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจประเภทโลจิสติกส์ที่จะได้มีโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านและพัฒนาให้กลายเป็นระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจร แต่การขยายธุรกิจประเภทโลจิสติกส์นั้น ถ้าขาดความรู้และความเชี่ยวชาญอาจจะสร้างความผิดพลาดได้โดยง่าย รวมถึงสร้างความเสียหายแบบมหาศาล ทาง SCB SME ได้เชิญคุณสมนึก สัณห์วิญญู กรรมการผู้จัดการ SCG Logistics Management Co, Ltd.มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ในครั้งนี้
 
               ด้วยพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ลูกค้าซื้อสินค้าน้อยชิ้นลง และต้องการการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้น SCG เองจึงต้องปรับตัวและก้าวข้าม Comfort Zone ของตัวเอง จากเดิมที่ขนด้วยรถขนส่งขนาดใหญ่ แต่ด้วยพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป SCG เองก็ต้องขยับตาม โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่คำถามต่อมาคือ แล้วเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้นั้น เราจะพัฒนาขึ้นมาเองหรือเลือกจับมือกับบริษัทอื่น และในช่วงนี้ เนื่องจากต้องการแข่งขันกับคู่แข่งได้ทัน SCG จึงเลือกจับมือกับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำในญี่ปุ่น แต่ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การนำระบบจากญี่ปุ่นมาใช้ในอาเซียนนั้น ย่อมมีปัญหาตามมา เช่น พนักงานไม่นำส่งเงินที่เก็บค่าสินค้ากลับมา ซึ่งไม่มีปัญหานี้ในญี่ปุ่น การที่บริษัทสองบริษัทจะร่วมมือกันได้นั้น ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศด้วย

               สำหรับการขนส่งสินค้าจากไทยไปยังอาเซียน ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง ทำให้ระยะเวลาขนส่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งแต่เดิม SCG เน้นขนส่งสินค้าวัสดุก่อสร้างจึงไม่กระทบในเรื่องนี้ แต่ในปัจจุบันที่มีการขนส่งสินค้าประเภทอาหาร ของสด แต่ด้วยระบบขนส่งที่ล่าช้า เราจึงยังไม่สามารถส่งสินค้าออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

               แต่การหาลู่ทางให้สินค้าสามารถส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศจีนได้นั้น ในกรณีที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาประเทศไทย เราอาจไม่จำเป็นต้องทำการตลาด หรือขนสินค้าไปโปรโมทก็ได้เพราะทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และนิยมซื้อสินค้ากลับไปเป็นของฝาก อีกทั้งยังสามารถใช้สื่อ Social media หรือ viral marketing ซึ่งเป็นสื่อที่ทรงพลังในปัจจุบันในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า หากเราสามารถสร้างสินค้าให้เป็นที่ถูกใจ การขยายตลาดในประเทศเหล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป