บริษัท พิริยะ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวจริง...ธุรกิจจักรยาน

22 สิงหาคม 2555

ในวันที่กระแสปั่นจักรยานในบ้านเรายังไม่ได้ตื่นตัวเหมือนทุกวันนี้ ยังไม่มีสนามเขียวเกิดขึ้น ยังไม่มีแม้แต่กลุ่มนักปั่นจักรยานให้เห็นตามท้องถนนทั่วไป ในเวลานั้นกลับมีเด็กหนุ่มวัยเพียง 18 ปีคนหนึ่ง ที่มองเห็นโอกาสจากสิ่งที่เป็นทั้งความฝันและความรักของตนเอง ยอมที่จะเหนื่อยและอดทน เพื่อทำในสิ่งที่คิดว่า “ใช่” ให้สำเร็จ และวันนี้เขาสามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่ใครๆ ต่างก็บอกว่า “เป็นไปไม่ได้” สามารถที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ ครั้งนี้ SCB SME จะพาไปรู้จัก “นพปฎล พิริยะกุล” CEO ของ บริษัท พิริยะ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกรู้จักและยอมรับในฐานะตัวจริงในธุรกิจจักรยานเมืองไทย

จากแชมป์ประเทศไทย...สู่ผู้นำเข้าจักรยาน

หากย้อนกลับไปในวันที่นพปฎล อายุ 18 ปี ในฐานะแชมป์ประเทศไทย นั่นคือ จุดเริ่มต้นเรื่องราวชีวิตอีกบทหนึ่งของผู้ชายคนนี้ ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักกีฬาอาชีพ เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากบ้าน เพื่อไปตามหาความฝันของตัวเอง โดยมีจุดหมายอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม

“ผมมีโอกาสได้ไปศึกษาและทำงานร้านอาหารต่างประเทศ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กเมืองนอกทั่วไป เพื่อส่งตัวเองเรียน สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ จนในที่สุดก็ไปของานในร้านจักรยานทำ ซึ่งทำให้เราเห็นว่ายุโรปนั้นเป็นเมืองจักรยานอย่างแท้จริง เขาใช้จักรยานเป็นยานพาหนะมากกว่ารถยนต์ และเขาให้ความสำคัญกับคนขี่จักรยานอย่างมาก จึงกลายเป็นจุดที่ทำให้เราเกิดความคิดอยากจะกลับมาเปิดบริษัทนำเข้าจักรยาน โดยที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ”

การตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจแรกในชีวิต โดยที่นพปฎลมีอายุเพียงแค่ 22 ปีเท่านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้นพปฎลต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนรอบข้างได้เห็น

“ในการทำธุรกิจของผมนั้น ด้วยความที่เป็นนักกีฬามาก่อน เลยทำให้เราเข้าใจในธุรกิจเป็นอย่างดี เพราะว่าตอนที่เราเป็นนักกีฬา เราจะรู้ว่าคนขี่จักรยานต้องการอะไร รู้ว่าอะไรมันตอบโจทย์เราได้ ใช้ตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะเราเป็นผู้บริโภคมาก่อน แล้วค่อยมาเป็นผู้จัดจำหน่าย ตอนที่เริ่มต้นธุรกิจ ด้วยเงินทุน 800,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ยืมจากคนในครอบครัวบวกกับเงินตัวเอง ผมจำได้เลยว่า วันที่เปิดสมุดหน้าเหลือง เพื่อหาบริษัทที่รับจดทะเบียนบริษัทให้ มีหลายแห่งที่ไม่เชื่อใจเด็กหนุ่มอย่างผมว่าจะสามารถนำพาธุรกิจให้ไปรอด ในเวลาเดียวกันนอกจากผมจะตั้งใจจะทำธุรกิจให้ดีแล้ว ผมก็กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง เพื่อความสบายใจของคนในครอบครัว”

ในการเริ่มต้นธุรกิจของนพปฎลนั้น ต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทมากมาย ธุรกิจที่มีเขาคนเดียว ซึ่งทำหน้าที่ทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น แพ็คของ ส่งของ ทำบัญชี ตลอด 7 วันในสัปดาห์คือวันทำงานของเขาแบบไม่เคยมีวันหยุด ด้วยพลังของการเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยคิดยอมแพ้ ขณะเดียวกันก็ต้องกลับไปเรียนด้วย ในรถยนต์ของเขานอกจากเสื้อนักศึกษาแล้ว ก็มีชุดทำงานแขวนอยู่ นั่นหมายถึงว่าพอพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาก็จะเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อเตรียมพร้อมกับการทำงานทันที จนบางครั้งเพื่อนๆ รอบข้างรู้สึกไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงต้องทำมากขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่นพปฎลมักจะบอกกับทุกคนเสมอๆ นั่นคือ สิ่งที่เขาทำมันเป็นความฝันของเขาจริงๆ และเขาเชื่อว่า การได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก มันคือความสุข

“สินค้าล็อตแรกที่ผมนำเข้ามา คือ หมวกกันน็อก เรามองว่าหมวกแบรนด์นี้มีข้อแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ตรงที่ออกแบบมาเหมาะกับศรีษะคนไทย เพราะศรีษะคนเอเชียจะแบน ไม่เหมือนศรีษะชาวฝรั่งที่จะทุย ดังนั้นหมวกแบรนด์ยุโรปอื่นๆ ศรีษะคนไทยจะใส่ไม่ค่อยได้ ที่รู้ก็เพราะว่าผมเองก็เป็นนักกีฬา ตอนนั้นผมต้องซื้อหมวกใบละ 8,000 บาท แล้วต้องเอาคัทเตอร์มากรีด ทำให้เสียคุณภาพของหมวกไป ซึ่งผมเคยไปเจอแบรนด์นี้ตอนที่อยู่ยุโรป เขาเห็นว่าตลาดเอเชีย เป็นตลาดใหญ่ ซึ่งเขาก็เป็นแบรนด์แรกในโลกที่ทำหมวกเพื่อคนเอเชีย ผมเลยตัดสินใจติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายของเขา ซึ่งเขาจะบินมาคุยกับผมที่ออฟฟิศ ซึ่งตอนนั้นออฟฟิศผมยังไม่พร้อมรับแขก เพราะยังตกแต่งไม่เสร็จ ไม่มีแม้แต่โต๊ะทำงานสักตัว กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมเลยรับมือโดยการต้อนรับและดูแลเรื่องที่พักให้เขาอย่างดีที่โรงแรมหรูให้เขาได้พักและคุยงานกันที่โรงแรม จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจให้ผมเป็นตัวแทนจำหน่าย เขาบอกว่าที่เลือกเรา เพราะมีความเข้าใจในตัวสินค้าเป็นอย่างดี และรู้ว่าแบรนด์ของเขาควรที่จะขายอย่างไร ซึ่งเขาต้องการได้ตัวแทนจำหน่ายแบบนี้”

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของนพปฎล คือตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่สอบเพื่อเรียนให้จบ หรือเดินทางไปอเมริกา เพื่อติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานแบรนด์หนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วเขายอมเรียนจบช้าไปอีกหนึ่งปี เพื่อความฝันของตัวเอง และวันนี้ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกนั้นถูกต้อง เพราะแบรนด์จักรยานดังกล่าวถือเป็น แบรนด์อันดับหนึ่งของบริษัทที่สร้างยอดขายได้มากถึง 9,000 คันต่อปี หรือประมาณ 50-60 ล้านบาทเลยทีเดียว

ต่อยอดธุรกิจด้วยเงินกู้

หลังจากที่ธุรกิจค่อยๆ เดินหน้ามาทีละก้าว ก็ควรถึงเวลาที่จะต้องก้าวกระโดด แต่ลำพังเงินที่มีทั้งหมดก็ต้องใช้หมุนเวียนในธุรกิจ หนทางในการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปอีกนั้นยังมืดมน เพราะสภาพคล่องของธุรกิจ SME คงไม่เท่าธุรกิจรายใหญ่ ๆ “เงินทุน” จึงเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าจะธุรกิจได้ว่าจะ “ตัน” หรือ “โต” ต่อไป

“เงินทุกบาทผมลงกับธุรกิจ แล้วยังต้องผ่อนบ้าน สร้างโฮมออฟฟิศของตัวเอง จนแทบไม่เหลือเงินกินข้าว ต้องอาศัยข้าวกล่องที่แฟนมาส่งให้ทุกวัน แต่เวลานั้นธนาคารไทยพาณิชย์กลับยื่นมือเข้ามาช่วยบริษัทเล็ก ๆ อย่างผม เสนอวงเงินสินเชื่อธุรกิจให้ผมถึง 10 ล้านบาทเพื่อต่อยอดธุรกิจ แถมยังอนุมัติวงเงินให้อย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอให้บริการในด้านอื่นๆที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจผมด้วย เช่น บริการ Forward Contract ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน บริการ SCB Business Net ซึ่งเป็นระบบทำธุรกรรมออนไลน์สำหรับ SME เป็นความประทับใจที่ผมไม่เคยลืมว่าไทยพาณิชย์เป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือตลอดทุกเวลาที่มีปัญหา ตั้งแต่กู้ซื้อบ้านก็ใช้บริการไทยพาณิชย์ ถึงได้มีโฮมออฟฟิศขึ้นมาได้ จนครั้งนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนอีก จึงถือเป็นการจุดพลิกผันทางธุรกิจครั้งใหญ่ และเมื่อได้เงินมาผมรู้เลยว่าการเป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ถ้าเราเข้าใจการใช้มันเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ วงเงินที่ได้จากแบงก์มา ผมสามารถเอาไปเพิ่มสต็อกสินค้าได้มากขึ้น พร้อมกับได้แบรนด์ใหม่อีกด้วย ผมขยายจาก 10 แบรนด์ มาเป็น 21 แบรนด์ ในระยะเวลา 2 ปี ทำให้ธุรกิจของผมครบวงจรมากขึ้นและ สามารถทำยอดขายเพิ่มจาก 40 กว่าล้านบาท เป็น 65 ล้านบาททีเดียว ทำให้ผมรู้สึกว่าสโลแกนที่ธนาคารชอบพูดมาตลอดว่า “SME กล้าคิด ไทยพาณิชย์ก็กล้าให้” นั้นมันเป็นจริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มสร้างธุรกิจนั้น การมีเงินทุนและที่ปรึกษาทางการเงินที่ดี มีความเป็นมืออาชีพ ก็เหมือนมีอาวุธครบมือที่สร้างความอุ่นใจให้เราได้ดีทีเดียว”

ปักธงเดินหน้าสู่การเป็น wholesale

ด้วยความชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปี 2547 นั้นทำให้นพปฎลวางแนวทางการเดินไปข้างหน้าของ “พิริยะอินเตอร์เนชั่นแนล” ด้วยการเป็นธุรกิจ wholesale หรือ “การขายส่ง” ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจักรยาน หรืออุปกรณ์ต่างๆ อาทิ หมวก เสื้อ กางเกง ถุงมือ และอื่นๆ อีกมากมายที่นำเข้าจากต่างประเทศ ถึงขณะนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 18 แบรนด์ด้วยกัน

“ธงของผมชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าจะทำธุรกิจให้เป็น wholesale เพราะตอนนั้นผมทำงานคนเดียว รู้สึกว่าการที่จะแนะนำให้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่องผลิตภัณฑ์ ต้องใช้พลังงานมากกว่าการแนะนำให้ผู้ประกอบการแบบ B2B และที่สำคัญเงินทุนก็มีจำกัด ผมไม่สามารถรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อได้ เพราะวันนั้นเฟซบุ๊กก็ยังไม่มี เต็มที่แค่เว็บไซต์ SMS ด้วยวงเงินที่มีอยู่จึงไม่สามารถไปทำค้าปลีกได้แน่นอน เราเลยปักธงที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวกับจักรยาน เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2557 เรามีอยู่รวม 22 แบรนด์ แต่วันนี้คัดออกไป 4 แบรนด์ ทำให้เหลืออยู่ 18 แบรนด์ เพราะไม่ใช่ว่าการมีแบรนด์หลากหลายมากแล้วจะทำให้บริษัทดูดี กุญแจสำคัญคือเราต้องคัดเลือกแบรนด์ที่อยู่ในตลาดและทำกำไรได้ต่างหาก”

แม้จะตั้งธงแต่แรกที่จะเดินหน้าด้วยการเป็น wholesale ซึ่งปัจจุบันมีดีลเลอร์อยู่ทั้งสิ้น 107 แห่งทั่วประเทศ พร้อมๆ กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้โลกของธุรกิจย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้บริษัทเองก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยหันมาสู่การค้าปลีกเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดโชว์รูมขึ้น 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งในเรื่องนี้นพปฎลบอกว่าการเปิดโชว์รูมไม่ได้ต้องการจะมาแย่งตลาดของมีดีลเลอร์ แต่เชื่อว่าจะเป็นส่วนส่งเสริมให้มีดีลเลอร์มีโอกาสเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่งด้วย

“ที่ผ่านมาเราเชื่อว่าการทำตลาดแบบ B2B จะทำให้ธุรกิจโตขึ้น แต่ว่าไม่ได้ทั้งหมด เพราะถ้าผู้บริโภคไม่เลือกสินค้าเรา ทุกอย่างก็จบ เราก็มานั่งคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ผู้บริโภคซื้อของจากพิริยะฯ ดังนั้นต้องทำให้ผู้บริโภครู้จักพิริยะฯ ก่อน และต้องรู้ว่าขายอะไร การเปิดโชว์รูมขึ้นมาก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ก็คือ เราจะพาลูกค้าไปออกทริปปั่นจักรยาน ปีละ 4 ครั้ง ทริปหนึ่งของเรามีจำนวน 120-130 คน จุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปากว่า ‘ซื้อจักรยานที่พิริยะฯ สิ จะได้ไปออกทริปด้วยกัน’ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วลูกค้าก็จะเข้าไปหาดีลเลอร์ของเรา”

ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายสินค้าของพิริยะ อินเตอร์เนชั่นแนลนั้น แบ่งเป็นจักรยาน 40% ขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ต่างๆ จะอยู่ที่ 60% ซึ่งเมื่อเทียบกับอดีตจะพบว่าตัวเลขสลับกัน กล่าวคือ ในอดีตนั้นสัดส่วนยอดขายจักรยานจะคิดเป็น 60% โดยอุปกรณ์จะอยู่ที่ 40% แต่เนื่องด้วยแนวโน้มความต้องการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้สัดส่วนเปลี่ยนไป

สำหรับเทรนด์การปั่นจักรยานที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ นพปฎล มองว่า สำหรับเขาแล้วคงไม่เรียกว่าเป็นโอกาส เพราะเขาเห็นโอกาสนี้ตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จึงตัดสินใจที่จะทำธุรกิจดังกล่าว แต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ต้องบอกว่าเป็นส่วนเสริมที่จะทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก

“สำหรับผมเทรนด์ที่เกิดขึ้นตอนนี้มันทำให้เค้กสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าของผมใหญ่ขึ้น ผมเองก็โตขึ้นตามภาพรวมที่ขยายตัวในวงกว้าง ดังนั้นงานของผมคือ ทำอย่างไรที่จะรักษาฐานลูกค้าเก่าและเพิ่มลูกค้าใหม่ ท่ามกลางตลาดที่มันโตขึ้นต่างหาก”

ความเป็นมืออาชีพ สร้างชื่อให้ “พิริยะ อินเตอร์เนชั่นแนล”

สิ่งที่ทำให้พิริยะ อินเตอร์เนชั่นแนลประสบความสำเร็จมาจนถึงวันนี้ นพปฎลบอกว่า เกิดจากการยอมรับของลูกค้า จากความเป็นมืออาชีพของทีมงานทั้งหมด เพราะจากประสบการณ์ที่เป็นนักกีฬามาก่อน ซึ่งมีความเข้าใจตลาดและรู้ถึงความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี และได้สะท้อนความเป็นมืออาชีพออกมาให้ลูกค้าได้เห็น ขณะเดียวกัน ทีมงานทุกคน ถือว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับพิริยะฯ อีกด้วย

“พนักงานทุกคนในพิริยะฯ ต้องรักจักรยาน คำถามแรกในใบสมัคร คือ คุณขี่จักรยานเป็นหรือเปล่า ถ้าคนจะมาทำงานกับเราต้องขี่จักยาน เพราะถ้าไม่ขี่จักรยานคุณจะไม่เข้าใจว่าเจ็บก้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ เรายังมีการอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจ ผ่านเซลล์แคมป์ ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง พนักงานต้องไปเข้าแคมป์อบรม 5 วัน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และเข้าใจผลิตภัณฑ์เป็นมาตรฐานเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากๆ นั่นก็คือ ความที่เป็นบริษัททำเกี่ยวกับเรื่องของกีฬา เราเลยมีการจัด Sport Day เดือนละ 2 ครั้ง พนักงานทุกคนจะต้องไปขี่จักรยาน เพราะเราต้องการให้พนักงานรู้สึกอินกับสิ่งที่เราทำ เพราะถ้าจะเป็นมืออาชีพจริงๆ คุณต้องรู้และเข้าใจด้วยตัวเอง เราทำธุรกิจด้วยความเข้าใจ นี่คือจุดแข็งของพิริยะ เพราะเราต้องการขายความเป็นมืออาชีพนั่นเอง”

พนักงานทุกคนในองค์กร ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความสำเร็จให้กับธุรกิจ ดังนั้นการให้ความสำคัญและดูแลพนักงานอย่างดี จึงเป็นสิ่งที่นพปฎลไม่เคยมองข้าม และเขามักจะบอกกับพนักงานเสมอว่า ทุกคนที่อยู่กับพิริยะฯ จะต้องรู้สึกว่ามีความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นที่ผ่านมาอัตราการเข้าออกของพนักงานที่นี่จึงค่อนข้างต่ำ เพราะ พนักงานรู้สึกว่าไม่อยากที่จะเปลี่ยนงานใหม่ อยู่กับพิริยะฯ แล้วมีความสบายใจและมั่นคงอีกด้วย

“เราอยากจะให้ใครดีกับเรา เราก็ต้องทำดีกับเขาก่อน ผมไม่เคยทำงานเป็นลูกจ้างใคร อาจถือเป็นจุดบอดของผม ที่จะไม่รู้ว่ามุมของลูกจ้างเป็นอย่างไร แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่า ถ้าวันหนึ่งผมซื้อรถคันใหม่ แต่พนักงานผมยังขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะต้องรู้สึกว่าเจ้านายรวยคนเดียว ส่วนตัวเขายังเท่าเดิม ดังนั้นผู้จัดการของเราทั้งหมด 8 คน มีรถประจำตำแหน่ง ผลประโยชน์ที่พนักงานได้กับเงินเดือนที่ได้มากว่าที่อื่น เราจัดให้พนักงานไปต่างประเทศ เพราะผมรู้สึกว่าสังคมเมืองนอกทำให้เขาโตขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราทำ เพราะผมเชื่ออย่างมากว่า ประสิทธิภาพของงาน เกิดจากประสิทธิภาพของคน ถ้าคนมีความสุข คุณภาพของงานก็จะออกมาเอง เพราะเราไม่ได้ต้องการให้แค่พิริยะฯ มั่นคง แต่คนของพิริยะฯ ต้องมั่นคงด้วย”

หากจะกล่าวถึงความสำเร็จ นพปฎลบอกว่า วันนี้เขามาไกลกว่าที่คาดฝันไว้มาก ดูได้จากตัวเลขต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นจำนวนดีลเลอร์ที่มากกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ การได้เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย รวมถึงยอดขายจักรยานและอุปกรณ์ต่างๆ อีกจำนวนมหาศาล เหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ธุรกิจที่เริ่มจากความรักและความฝัน สามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ และการมีตัวช่วยเรื่องเงินทุนที่เข้าใจเอสเอ็มอี (SME) อย่างแท้จริง วันนี้แม้การแข่งขันจะมีสูงแค่ไหน แต่ก็ยังสามารถก้าวเดินด้วยความเข้มแข็งได้อย่างน่าชื่นชม

#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี