พลิกหนี้ร้อยล้าน สู่ธุรกิจส่งออกพันล้าน เพียงเข้าใจตลาดและเรียนจากความผิดพลาดให้รู้จริง

20 กรกฎาคม 2560

Highlight :
  • หาวัตถุดิบที่ดีในประเทศ แล้วใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไป คุณทิมรู้ว่ารำข้าวของเมืองไทยมีเยอะและราคาถูก แต่ยังไม่มีใครคิดสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ญี่ปุ่นรู้เทคนิคการนำรำข้าวมาทำน้ำมัน แต่รำข้าวที่ญี่ปุ่นราคาสูง ในขณะที่เมืองไทยมีวัตถุดิบแต่ขาดเทคโนโลยี ตอนคุณทิมเริ่มทำโรงงานจึงไปเชิญคนญี่ปุ่นและบราซิลมาเสริมในด้านที่คนไทยขาด
  • รู้จักสินค้าของเราให้ดี แล้วหาตลาดให้เหมาะ น้ำมันรำข้าวมีราคาสูง และคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักดีนัก ขายปลีกตามท้องตลาดยาก คุณทิมจึงมุ่งไปตามโรงแรมชั้นนำ โรงพยาบาล และส่งออกไปขายในประเทศที่ใช้น้ำมันชนิดนี้อยู่แล้ว เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งเล็กน้อยในตลาดโลกให้ได้
  • หาความรู้เรื่องการส่งออกให้แม่นยำ สิ่งสำคัญของการส่งออก คือต้องมีความรู้พื้นฐานว่าต้องใช้เอกสารหรือใบรับรองใดๆ บ้าง เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต ถ้าคุณไม่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น ก็อย่าคิดจะส่งออกสินค้าไปให้ต่างชาติ เพราะไม่มีคนทำธุรกิจกับคุณแน่ๆ
  • ปรึกษาผู้รู้ดีที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาด การทำธุรกิจส่งออกนั้นละเอียดอ่อน ในแง่ของการรับเงินจากคู่ค้า ในแง่ของรายละเอียดและเอกสารแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป หากทำโดยไม่ศึกษาให้ดี จะให้ผลเสียมากกว่าผลดี และอาจต้องตามแก้ปัญหาอีกมากมาย ทางที่ดีคือไปขอคำปรึกษาจากผู้รู้จริง
ตอนเริ่มทำธุรกิจในวัย 25 ปี “คุณทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด และเกรท โอเชียน ฟู้ด บอกว่าช่วงนั้นเขาเหมือนคนตาบอดจับเสือ แทบไม่รู้เรื่องอะไรกับธุรกิจที่กำลังจะทำ นึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง นั่นเพราะคุณพ่อของเขาเสียชีวิตกะทันหัน ทิ้งธุรกิจน้ำมันรำข้าวที่ยังไม่เริ่มสร้าง มีแค่ที่ดินเปล่าและหนี้ก้อนโต ตอนนั้นคุณทิมบอกว่าเขายังไม่เคยผิดพลาด ก็เลยไม่มีความกลัว จึงเรียนรู้ข้อผิดพลาดไปทีละขั้น จนหาช่องทางส่งสินค้าออกประเทศได้สำเร็จ นำพาธุรกิจน้ำมันรำข้าวเติบโตส่งไปขายทั่วโลก พลิกจากหนี้ร้อยล้านกลายมาเป็นธุรกิจพันล้านได้ในเวลา 10 ปี สุดยอดแนวคิดและทัศนคติน่าสนใจอย่างนี้ “แกะรอย 100 ล้าน Young Self-Made Millionaire Presented by SCB ตอน THE TRANSFORMERS ON TOUR” จึงพาคุณทิมมาพูดคุยให้พี่น้อง SME ชาวนครปฐมได้ฟังถึงความสำเร็จที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าตั้งใจจริง

หาวัตถุดิบที่ดีในประเทศ แล้วใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไป
เมืองไทยอุดมไปด้วยวัตถุดิบทางการเกษตร แต่ต่างประเทศมีเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณทิมรู้ว่ารำข้าวที่บ้านเราไม่เห็นว่ามีราคา แต่ประเทศญี่ปุ่นนำไปสกัดเป็นน้ำมันรำข้าวขายขวดละหลายร้อย น้ำมันรำข้าวเปรียบเหมือนน้ำมันมะกอกของโลกตะวันออก ด้วยมูลค่ามหาศาลที่คนไทยมองไม่เห็น คุณทิมจึงคิดนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร เมื่อเราหาวัตถุดิบได้ราคาถูกขนาดนี้ ก็แค่เพิ่มความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้าไป คุณทิมจึงไปเชิญคนญี่ปุ่นและบราซิลมาดูแลด้านเทคนิคการทำน้ำมัน เพราะคนไทยยังขาดความรู้ เมื่อหาทางผลิตสินค้าได้คุณภาพดีแล้ว ขั้นต่อไปคือหาตลาดต่างประเทศ
 
รู้จักสินค้าของเราให้ดี แล้วหาตลาดให้เหมาะ
เริ่มแรกคุณทิมเจาะตลาดขายปลีกในเมืองไทย แต่คนไทยไม่นิยมเพราะราคาสูงไป คุณทิมจึงเริ่มหาตลาดใหม่ โดยมุ่งไปตามโรงแรมชั้นนำ โรงพยาบาล เพราะสถานที่พวกนี้รู้ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวและมีกำลังซื้อไหว จากนั้นคุณทิมเริ่มมองตลาดต่างชาติ เพราะรู้ว่าประเทศทางแถบเอเชียใช้น้ำมันทำอาหารทั้งสิ้น แม้แต่ทางอเมริกาหรือแอฟริกาก็ใช้ เพราะบางประเทศมีชาวเอเชียอาศัยอยู่มาก เมื่อรู้แล้วว่าตลาดโลกต้องการอะไร หน้าที่คือทำสินค้าให้มีคุณภาพแล้วส่งออกไปขาย ตลาดน้ำมันพืชใหญ่มาก มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูง น้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองคือตลาดใหญ่ น้ำมันรำข้าวเป็นเพียงตลาดเล็กๆ แต่มีคนต้องการสินค้าอยู่ทั่วโลก เมื่อเทียบสัดส่วน 1% ของความต้องการในตลาดโลกแล้ว ก็ต้องถือว่ามียอดซื้อมหาศาลและสูงกว่า 1% ในประเทศแน่นอน  
 
หาความรู้เรื่องการส่งออกให้แม่นยำ
สิ่งสำคัญของการส่งออก นอกจากผลิตสินค้าคุณภาพดี ตรงความต้องการของตลาดแล้ว ยังต้องมีความรู้พื้นฐานว่าการทำธุรกิจส่งออกควรมีใบรับรองใดๆ บ้าง คุณทิมแนะนำว่าตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต บางคนไปออกงานแฟร์ตามต่างประเทศ แต่ต้องกลับบ้านมือเปล่า เนื่องจากไม่มีใบรับรองมาตรฐานสากล ต่างชาติซีเรียสเรื่องนี้มาก ขอดูใบก่อนดูสินค้าทุกครั้ง ถ้าคุณไม่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น เขาก็ไม่คุยต่อและไม่ทำธุรกิจด้วย เพราะมองว่าโรงงานคุณไม่ได้มาตรฐาน ไม่น่าผลิตสินค้ามีคุณภาพได้ ถ้าคิดทำธุรกิจส่งออกต้องศึกษาหาข้อมูลเรื่องนี้ให้ดี ขอความรู้ได้จากทางรัฐบาลซึ่งพร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ที่พร้อมจะผลักดันสินค้าไทยให้ไปสู่ตลาดโลกอยู่แล้ว
 
ปรึกษาผู้รู้ดีที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาด
การทำธุรกิจส่งออกนั้นละเอียดอ่อน มีขั้นตอนยุ่งยาก และผิดพลาดได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงิน รับเงิน เพราะคู่ค้าอยู่คนละประเทศ หากเกิดเหตุการณ์ไม่จ่ายเงินขึ้นมา ก็ไม่อาจเรียกร้องอะไรได้เลย ซึ่งคุณทิมเคยโดนมาแล้วในช่วงแรกเริ่มทำธุรกิจ เขาไว้ใจอีกฝ่ายเกินไป จนสุดท้ายสูญเงินหลายล้าน แต่ได้เรียนรู้ว่าควรขอคำปรึกษาจากธนาคารที่เชื่อถือได้ เพราะความรู้ตรงนี้คนทำงานแบงค์จะรู้ดีกว่าและให้คำแนะนำได้ หรืออย่างพวกรายละเอียดการส่งของไปยังประเทศต่างๆ ก็ต้องศึกษาก่อนส่งสินค้าไป เช่น ญี่ปุ่นต้องตรวจคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก วันที่ของไปถึงก็ต้องตรวจคุณภาพว่าเหมือนเดิมหรือไม่ หากเราไม่หาทางป้องกันให้รัดกุมก็อาจต้องรอรับของตีกลับ สูญเงินไปด้วยความไม่รู้ หรืออย่างอเมริกา ต้องมีเอกสารเพิ่มเติมในการนำสินค้าเข้าประเทศ ให้ใช้เอเย่นต์ดูแลเรื่องเอกสารด้านนี้ไปเลย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อของหลุดจากเราไปแล้ว เราควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย ในบางเรื่องเราก็ต้องหาคนมีประสบการณ์ หาคนรู้จริงมาดูแลแทนเรา