เทคนิคทำ SEO ให้ขึ้นหน้าแรกใน Google Search

17 พฤษภาคม 2561

Highlight
 
  • เหตุผลที่ธุรกิจต้องทำ SEO เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้ามาเว็บไซต์ของคุณได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะทำให้คุณไม่ต้องพึ่งการลงโฆษณาแบบเสียเงินเพียงอย่างเดียว และเมื่อมีคนเข้ามายังเว็บของคุณมากขึ้น โอกาสขายของและช่องทางการหาเงินจึงตามมาด้วย
  • เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า Google คือ การแสดงข้อมูลให้ตรงกับสิ่งที่คนกำลังค้นหา นั่นหมายความว่า การทำ SEO ที่ดีจะช่วยให้เว็บของเราติดอันดับหน้าแรกของการค้นหาใน Google Search การทำ SEO จึงต้องเป็นข้อมูลที่เรียบเรียงมาอย่างดี อ่านแล้วต้องเข้าใจง่ายและข้อมูลของเราต้องเป็นประโยชน์ คือ ช่วยแก้ปัญหาหรือให้คำตอบกับคนที่กำลังต้องการได้

      การทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จัก และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายค้นหาบริษัทเจอในหน้าแรกของ Google Search ได้นั้น จำเป็นต้องมีการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อผลักดันเว็บไซต์หรือแบรนด์สินค้าตัวเองให้ติดหน้าแรกเวลาค้นหาใน Google Search ด้วย Keywords ที่ต้องการ การทำ SEO ให้ได้ผลจำเป็นต้องมีการศึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเหตุนี้ SCB SME ได้เชิญ คุณปภาดา อมรนุรัตน์กุล กรรมการผู้จัดการบริษัท UpLevelGoal จำกัด เลขาธิการชมรมเสิร์ชเอนจิ้นมาร์เก็ตติ้งไทย มาแนะนำเทคนิคดี ๆ ให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยในเรื่องนี้

      SEO คือ หนึ่งในสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ ถ้าคุณอยากให้สินค้าหรือบริษัทของคุณ ติดอันดับในการค้นหาหน้าแรกของ Google การทำ SEO จำเป็นต้องกำหนด keyword เป้าหมายขึ้นมาเพื่อที่จะเน้นการทำ SEO แบบเฉพาะเจาะจงกับคำ ๆ นั้นในส่วนต่าง ๆ บนหน้าเว็บเพจ ไม่ว่าจะเป็นการเอา keyword ไปใส่ใน Title, Description Content หรือใส่ใน Anchor text เป็นต้น เพื่อที่จะให้ Google เข้าใจหัวข้อ เนื้อหา และนำ keyword หลักนี้ไปใช้จัดอันดับแสดงผลต่อไปซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้น ขั้นตอนของการกำหนด keyword มักจะเกิดขึ้นใน 2 รูปแบบ คือ
 
  1. มี Content ที่อยากจะเขียนก่อน แล้วจึงค่อยหา keyword หรือ Phrase ที่มีปริมาณการค้นหาสูง หรือ
  2. หา keyword ที่เป็นเทรนด์หรือมีปริมาณการค้นหาสูงก่อนแล้วค่อยเขียน Content ตาม

      ทั้งสองวิธีคุณสามารถเลือกทำได้ตามความชอบ ความถนัดของแต่ละคน อย่างไรก็ตามแม้ว่าทั้งสองวิธีนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แต่เรื่องที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การทำงานทั้งสองวิธีนี้เป็นการเริ่มทำจาก “ศูนย์” ด้วยการเขียน Content ขึ้นมาใหม่แล้วพยายามปรับเพื่อให้หน้านั้นแสดงผลอยู่ในหน้าแรกของ Google ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เทคนิค ความสามารถ ความพยายาม และที่สำคัญคือเวลาที่ไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่าจะนานมากน้อยแค่ไหน

      ในการเลือกทำ SEO จาก Content และ Keywords ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดหรือเขียนขึ้นใหม่ จะช่วยให้ใช้เวลาในการทำลดลง แต่ในขณะเดียวกันยังได้ผลลัพธ์ที่ดีด้วย ซึ่งคือการวิเคราะห์หา Keywords ที่มีปริมาณการค้นหาที่ดีแต่แสดงผลอยู่ในหน้าที่สองหรือสาม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยังมีโอกาสขึ้นมาที่หน้าแรกได้ไม่ยากเกินไปนัก

      และในขณะเดียวกัน เมื่อคุณรู้จักและสามารถสร้าง SEO ได้แล้ว คุณก็จำเป็นต้องรู้ว่า Google ใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการจัดอันดับเว็บไซต์ต่าง ๆ

      เนื่องจากเว็บไซต์ทั้งโลกมีอยู่มากมาย หาก google ไม่สร้างเงื่อนไขของการจัดอันดับเว็บที่จะติดหน้าแรกเอาไว้ เมื่อมีคนค้นหาคำตอบด้วย keyword เขาอาจจะไม่ได้รับคำตอบที่เขาต้องการได้ หากผู้คนไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ พวกเขาก็จะเลิกใช้งาน google ไปโดยปริยาย นั่นหมายความว่า Google ต้องใช้เครื่องมือในวิเคราะห์เว็บไซต์ทั้งโลก และดึงเฉพาะเว็บที่มีข้อมูลดีที่สุดมาแสดงเท่านั้น เพื่อให้คำตอบต่อผู้ที่อยากได้ข้อมูลนั้น ๆ และทำให้ผู้คนทั้งโลกอยากใช้ google ในการค้นหาข้อมูลเพื่อให้ได้คำตอบดีที่สุด ต่อไปเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าเขาสามารถทำให้ผู้คนใช้งาน google เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว และหากเราอยากเห็นเว็บตัวเองติดอันดับหน้าแรก เราก็ต้องทำเว็บของเราให้ผ่านเกณฑ์ที่ google ได้วางเอาไว้โดยกระบวนการทำงานของ Google แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
 
  1. เริ่มจากการส่งหุ่นยนต์หรือที่คนในวงการ SEO เรียกกันว่า Googlebot ออกไปเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก โดย Googlebot จะวิ่งไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยลิงค์ที่เชื่อมโยงหากันเพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละเว็บไซต์ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้นนำเสนอเนื้อหาเรื่องอะไร และเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Keywords อะไรบ้าง
  2. เมื่อ Googlebot ออกไปเก็บข้อมูลมาแล้วว่าแต่ละเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างก็จะนำมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Indexing) โดยผ่านอัลกอริทึ่มที่คิดค้นขึ้นมาโดยวิศวกรระดับหัวกะทิในการจัดเก็บและแยกประเภทของเว็บไซต์
  3. เมื่อผู้ใช้ทำการค้นหาด้วย Keyword คำใด ๆ ก็ตาม Google ก็จะแสดงผลการค้นหาเป็น List ของเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล แน่นอนว่ามันจะถูกจัดเรียงในหน้า SERP ด้วยอัลกอริทึ่มที่มีมากกว่า 200 ปัจจัยเพื่อเลือกว่าเว็บไซต์ใดจะได้อยู่ในอันดับ 1 2 3 ตามลำดับไล่ไปเรื่อย ๆ

      วิธีทำ SEO เบื้องต้นด้วยตัวเอง สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยสากลแล้วกระบวนการทำ SEO จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งใหญ่ ๆ คือ

      1.SEO On Page การปรับแต่งภายในเว็บไซต์ SEO On-Page คือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้เว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกับ Keywords ที่ต้องการจะทำ SEO เช่น การเขียนบทความที่แทรก Keywords เอาไว้ถือเป็นการทำ SEO On-Page อย่างหนึ่ง

      2. SEO Off Page การใช้ปัจจัยภายนอกเว็บไซต์ การทำ SEO Off-Page คือการใช้ปัจจัยภายนอกของเว็บไซต์มาช่วยในการโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและสร้าง Traffic ที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ โดยเมื่อพูดถึงการทำ SEO Off-Page มีอยู่คำหนึ่งที่คุณควรทำความรู้จักคือ Back link

      Back link คือการทำลิงค์เชื่อมไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ คนส่วนใหญ่ทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ ก็เพื่ออ้างอิงหรือแชร์ลิงค์เว็บไซต์ที่ชอบ ทำให้ Google มองว่า Back link เปรียบเสมือนกับการโหวต ถ้าเว็บไซต์ไหนได้รับ Back link มาก ๆ แสดงว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดี มีคุณภาพ จึงมีคนทำ Back link เข้ามาหาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะส่งผลดีต่ออันดับของเว็บไซต์ใน SERP ตามไปด้วย อีกอย่างหนึ่ง การทำ SEO Off-page ก็คือการหา Back link ที่สามารถสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ได้ โดย Back link ที่มีคุณภาพจะถูกโยงเข้ามาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันและเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ การโปรโมทเว็บไซต์สามารถทำได้ผ่าน Social Media ง่าย ๆ เพื่อสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ ยิ่งเว็บไซต์ของเรามีคนเข้าชมมาก ๆ นั่นย่อมส่งสัญญาณไปถึง Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพและได้รับการยอมรับ ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับในการค้นหาด้วย

      การทำ SEO ที่ดีควรเน้นไปที่ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับจากการเข้ามาเสพ Content ในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งส่วนใหญ่เวลาค้นหาใน Google ก็เพราะต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ถ้าเราสามารถสร้าง Content ที่ช่วยแก้ปัญหานั้นให้ผู้ค้นหาได้ ถือเป็นการทำ SEO ที่ดีและ Google มองหาเว็บไซต์แบบนี้ ถ้าเขากำลังต้องการซื้อสินค้าอะไรบางอย่าง การทำ SEO ที่ดีควรจะบ่งบอกผู้ค้นหาให้ได้ว่าเว็บไซต์ของเรามีสิ่งนั้นคอยสนองเขาอยู่ นอกจากนี้การทำ SEO On-Page ที่ดีจะเป็นพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบน Mobile ในยุคที่ Mobile กำลังครองเมืองจะได้เปรียบกว่าเว็บไซต์ที่ไม่รองรับ เว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้รวดเร็วกว่าก็ย่อมได้เปรียบเว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้ช้า เว็บไซต์ที่จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ดี เข้าถึงส่วนต่าง ๆ ได้ง่ายจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ได้ง่ายเช่นกัน