ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงของคนเมือง

1 ตุลาคม 2555

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนว่าตลาด “สัตว์เลี้ยง” ในบ้านเราค่อนข้างจะคึกคักและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนเมือง ด้วยไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนยุคใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบอิสระมากขึ้น บ้างก็เลือกที่จะอยู่เป็นโสด หรือแม้จะแต่งงาน แต่สามีภรรยาหลายคู่กลับมีความเห็นตรงกันที่จะไม่มีลูกด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นสิ่งที่มาเติมเต็มให้กับชีวิตของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของใครหลายๆ คนมักจะเป็นสุนัข ทำให้ตลาดสุนัขครองส่วนแบ่งในตลาดเป็น ส่วนใหญ่ แต่ในช่วง 1-2 ปีนี้มานี้ กลับมีดาวเด่นในกลุ่มสัตว์เลี้ยงที่คนเมืองเริ่มหันมานิยมเลี้ยงกันไม่มากขึ้น นั่นก็คือ “น้องเหมียว” ถึงแม้ตลาดอาจจะไม่ใหญ่เท่ากับสุนัข แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยที่ว่า คนเมืองส่วนมากเวลานี้มักจะพักอาศัยอยู่ตามคอนโด ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงสุนัข ดังนั้นด้วยความน่ารัก เลี้ยงง่าย คนเมืองจึงเริ่มหันมาเลี้ยงแมวกันมากขึ้น

สอดคล้องกับความเห็นของ สิริญาพัทธ์ เทียนรุ่งศรี นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย ซึ่งได้กล่าวถึงแนวโน้มเกี่ยวกับตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยปี 2558 โดยระบุว่า แนวโน้มสัตว์เลี้ยงยอดนิยม 5 อันดับแรก ที่หนึ่งยังคงเป็น “สุนัข” รองลงมาคือ “แมว” อันดับสาม “ปลาสวยงาม” อันดับสี่ “สัตว์ปีก” และสุดท้าย “สัตว์เล็ก” ในขณะที่สัตว์เลี้ยงที่มาแรงแห่งปี ได้แก่ แมว เนื่องจากแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดูแลง่ายกว่าสุนัขเรื่องการขับถ่าย กลิ่นตัว และสามารถทำกิจกรรมที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเล่นด้วยได้ จึงทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงแมวมากยิ่งขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ พฤติกรรมของคนเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ยังพบว่ามีการใช้จ่ายมากขึ้นในเรื่องของอาหารที่เหมาะสม ถูกต้องตามโภชนาการ ค่ารักษาพยาบาล อุปกรณ์เครื่องใช้ เสื้อผ้าต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ตลาดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทยยังคงขยายตัวอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน โดยทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 แม้ตลาดจะยังเติบโตไปได้ แต่น่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่มีความเป็นเสถียรภาพมากนัก

จะเห็นได้ว่า แม้ตลาดสัตว์เลี้ยงจะเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นธุรกิจที่ให้บริการหรือผลิตสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงทั้งหลายก็ต้องรู้จักปรับตัวเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมที่และตลาดที่เปลี่ยนไปด้วย เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ใหม่ๆ และเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ 2 ธุรกิจด้านสัตว์เลี้ยง อย่าง “โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ” และคาเฟ่แมว “Chico Interior Products & Café” ถึงแม้รูปแบบและบริการจะแตกต่างกันออกไป แต่ธุรกิจทั้งคู่นี้ต่างก็มองเห็นโอกาสจากตลาดสัตว์เลี้ยงที่นับวันยิ่งขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นี้เหมือนกัน ฉะนั้นมาดูกันว่า ธุรกิจเหล่านี้เขามีวิธีการพิชิตใจบรรดาคนรักสัตว์อย่างไรบ้าง

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ...ครบวงจรของการดูแลสัตว์เลี้ยง

หากเอ่ยถึงธุรกิจดูแลและรักษาสัตว์เลี้ยง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องนึกถึง “โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ” เพราะด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี อีกทั้งบริการที่มีอย่างครบครันและครบวงจร สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของบรรดาคนรักสัตว์ในยุคนี้ได้อย่างลงตัว เพราะปัจจุบันสัตว์เลี้ยงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของเสมือนว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่รักสัตว์ทั้งหลายถึงยอมใช้จ่ายเงินสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

นายสัตวแพทย์บุญชู ทองเจริญพูลพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จำกัด เล่าว่า แนวโน้มของตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้คนมีเงินมากพอที่จะมาดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองเป็นอย่างดี ส่งผลให้มูลค่าของตลาดเพิ่มขึ้น อย่างมูลค่าตลาดในส่วนของโรงพยาบาลสัตว์อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ประเภท Accessory ต่างๆ จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท

สุนัขยังคงเป็นผู้นำในตลาดสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่สุดในเวลานี้ ซึ่งจากข้อมูลระบุว่าในเมืองไทยมีสุนัขอยู่ประมาณ 7-8 ล้านตัวด้วยกัน ซึ่งตัวเลขจริงสูงกว่านี้ เพราะเรามีน้องหมาตามวัดอีกมากมาย ขณะที่แมวแม้จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยจะมีอยู่ประมาณ 3 ล้านตัว แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตลาดแมวเริ่มมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากการที่คนเริ่มหันมาอยู่อาศัยในอาคารที่เป็นแนวสูงมากขึ้น เช่น คอนโด อพาร์ตเม้นท์ เป็นต้น จึงทำให้ไม่สะดวกต่อการเลี้ยงสุนัข ฉะนั้นคนจึงหันมานิยมเลี้ยงแมวแทน เพราะแมวจะเหมาะกับการเลี้ยงในสถานที่เช่นนี้มากกว่า ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในช่วงนี้ตลาดแมวดูเหมือนว่าจะคึกคักขึ้นมา จะเห็นได้จากมีธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับทางโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ก็ได้จัดให้มีบริการสำหรับแมวโดยเฉพาะ มีการแยกโซนออกมาอย่างชัดเจน มีแพทย์ที่เรียนจบทางด้านแมวโดยตรงมาคอยดูแล ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ ก็มีสำหรับแมวโดยเฉพาะเช่นกัน

อย่างไรก็ดี หากมองภาพรวมการให้บริการของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อจะพบว่า มีบริการต่างๆ ที่ครบวงจร ซึ่งนายสัตวแพทย์บุญชู เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันธุรกิจภายใต้โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ Pet Health Care Business หรือ ธุรกิจดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ซึ่งก็คือในส่วนของโรงพยาบาลสัตว์นั่นเอง โดยปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 13 สาขา ทั้งนี้ จะรับดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก 70% เป็นสุนัข 20% เป็นแมว อีก 10% เป็นสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่น นก หนู กระต่าย งู กิ้งก่า ฯลฯ ซึ่งการบริการในโรงงพยาบาลจะแบ่งเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รวมถึงมีคลินิกพิเศษเฉพาะทางไว้ให้บริการอีกด้วย โดยจะมีอยู่ทั้งหมด 12 คลินิก อาทิ ตา ผิวหนัง ฟัน หัวใจ กระดูก กายภาพ ระบบประสาท เป็นต้น

ต่อมาคือ Pet Care Business ซึ่งเป็นทั้งร้านจำหน่ายสินค้าและอาหาร บริการอาบน้ำ-ตัดขน ไปจนถึงบริการรับ-ส่งสัตว์เลี้ยง สำหรับ Pet Care นี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ Pet Care ขนาดเล็ก Pet Care ขนาดใหญ่ และ Pet City ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ที่มีบริการแบบครบวงจรในพื้นที่เดียว เช่น มีโรงพยาบาล มีสถานที่ช็อปปิ้งสินค้าสำหรับสัตว์ มีที่พาสัตว์ไปพักผ่อนหย่อนใจ เรียกได้ว่าเข้ามาที่ Pet City ที่เดียว ได้ครบทุกอย่าง

“Pet Community เป็นคอนเซ็ปต์มาจากต่างประเทศ ที่นั่นเขาจะทำเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ มีครบทุกอย่างสำหรับคนที่รักสัตว์จริงๆ อย่าง Pet City เราเองก็ตั้งสโลแกนเป็น Happy Place For Pet Lover ตอนนี้เราเองก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิด แต่เหมือนว่าช่วงเวลามันอาจจะยังไม่ใช่ แต่ที่ญี่ปุ่นคึกคักอย่างมาก ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์มีการจัดกิจกรรมแข่งหมา ยืมหมาไปเป็นเพื่อน ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเต็มไปหมดเลย ธุรกิจของเขาค่อนข้างครบถ้วน แต่ในบ้านเราตอนนี้ยังไปไม่ถึงตรงนั้น ยังต้องรอเวลา รอความลงตัวของหลายๆ อย่าง แต่ถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไร มันก็พอไปได้ เรื่อยๆ”

ธุรกิจสุดท้าย ได้แก่ Pet Product ซึ่งเป็นการผลิตสินค้าสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า Dr.Choice ถือว่าเป็นธุรกิจน้องใหม่ล่าสุด สำหรับสินค้าจะเป็นในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินต่างๆ ซึ่งถูกพัฒนาและคิดค้นโดยทีมแพทย์และโนฮาวของทางโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะต้องเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงเป็นสำคัญ

สำหรับเป้าหมายในอนาคตนั้น ขณะนี้ทางโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อได้มีการจัดทำแผน 5 ปี (ปี2015 -2019) เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าหมายของแผนนี้คือจะต้องมียอดขายที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยอดขายอยู่ที่ 600 ล้านบาท โดยกลยุทธ์สำคัญนั้นจะเน้นการให้บริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันการสร้างมาตรฐานการให้บริการที่ดี และการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เนื่องจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่ออยู่ในธุรกิจบริการ ฉะนั้นจึงต้องใส่ใจในเรื่องดังกล่าวอย่างมาก และการที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อเดินหน้ามาถึงวันนี้ได้ นายสัตวแพทย์บุญชูเชื่อว่า เป็นเพราะการให้ความสำคัญกับเรื่องของบริการและการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

“ความสำเร็จของเราคีย์หลักอยู่ที่ บุคลากร ซึ่งเรามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่เน้นในจุดนี้ เราก็ไม่มีทางที่จะโตได้มาถึงทุกวันนี้ เราเป็นงานบริการ คีย์สำคัญคือ บุคคลกร แพทย์และพยาบาล ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมีจำกัด อย่างแพทย์เองก็ยังขาดตลอด โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง ยิ่งขาดแคลนมาก แต่ทุกวันนี้ก็ยังถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนมาก อย่างสัตว์แพทย์ที่เรียนจบมา 100 คน 90 คน ไปทำงานในส่วนของปศุสัตว์ เพราะมันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ คนก็จะไหลไปทางนั้นหมด อีกส่วนหนึ่งก็ไปอยู่ภาคราชการ แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มกลับกัน คนที่ไปทำงานภาคปศุสัตว์อยู่ที่ 20-30% เท่านั้น ส่วนใหญ่จะมาทางสัตว์เลี้ยง 70-80% ก็ถือว่าดีขึ้น แต่ก็ยังขาดแคลนอยู่ดี”

นอกเหนือจากตัวเลขยอดขาย 2,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่จะเป็นเป้าหมายของในการก้าวเดินครั้งนี้ ในปลายปีหน้า เชื่อว่าทุกคนจะเห็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อแห่งนี้ กับการย้ายไปอยู่ที่ใหม่พร้อมๆ กับการวางโพสิชั่นในการเป็น “โรงพยาบาลสัตว์ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย” ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จและการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

Chico Café...สวรรค์ของคนรักแมว

ในยุคนี้หากพูดถึง “คาเฟ่แมว” เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะบรรดาคนรักน้องเหมียวทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ต้นแบบของคาเฟ่แมวนี้ โด่งดังมาจากแดนปลาดิบ ซึ่งมีธุรกิจประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนญี่ปุ่นชื่นชอบการเลี้ยงแมวเป็นชีวิตจิตใจ และเมื่อกระแสความนิยมของคนไทยที่เริ่มหันมาเลี้ยงแมวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสธุรกิจคาเฟ่แมวขึ้นมาในประเทศไทย และมีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากจำนวนร้านคาเฟ่แมวใหม่ๆ ที่เปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง

Chico Interior Products & Café หรือที่หลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่า Chico Café นับเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่แมวชื่อดังที่คนรักแมวไม่พลาดที่จะเข้าไปใช้บริการ และที่สำคัญยังถือเป็นคาเฟ่แมวยุคแรกๆ ที่เปิดให้บริการอีกด้วย อย่างไรก็ดี ถือได้ว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นสรรค์ของคนรักแมวอย่างแท้จริง เพราะลูกค้าทุกคนที่เข้ามาสามารถที่จะเล่นกับเจ้าเหมียว ซึ่งทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของร้านได้อย่างใกล้ชิด หรือจะนำเอาเจ้าเหมียวสุดเลิฟของตัวเองเข้ามาเล่นภายในร้านแห่งนี้ก็ทำได้เช่นกัน ขณะเดียวกันลูกค้ายังสามารถอิ่มอร่อยไปกับรสชาติอาหารในสไตล์ญี่ปุ่นแบบจานเดียวง่ายๆ ที่มีทั้งของคาว ของหวาน รวมถึงเครื่องดื่มหลายชนิด พร้อมสนุกกับการเลือกช็อปปิ้งสินค้าแฮนด์เมด ที่สั่งทำจากฝีมือคนไทยแท้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก ตุ๊กตา ที่เป็นรูปแมว ตลอดจนเสื้อผ้า เครื่องประดับดีไซน์เก๋ ๆ อีกมากมาย หรือจะซื้อหาของน่ารัก ๆ หรือขนมอร่อยสำหรับน้องแมวด้วยก็มีบริการให้เลือกหาตามชอบใจ

จุดเริ่มต้นเรื่องราวความน่ารักของคาเฟ่แมวแห่งนี้ เกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว โดยมี ซาชิโกะ มัสสึโมโต้ Interior Designer สาวชาวญี่ปุ่นผู้นี้ เป็นคนจุดประกายความคิดจนเกิดเป็น Chico Interior Products & Café ในที่สุด โดยเธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ต้องเดินทางมาอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในฐานะที่ตัวเธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักแมวมากๆ เมื่อต้องมาอยู่คนเดียวในคอนโด ก็รู้สึกเหงาเลยคิดที่จะเลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา ประจวบเหมาะกับแถวๆ ที่พักอาศัยของเธอนั้น มีแมวซึ่งไม่มีเจ้าของอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยความสงสารจึงเก็บแมวเหล่านั้นมาชุบเลี้ยง จากหนึ่งตัวเป็นสอง สาม สี่ ห้า จนในที่สุดซาชิโกะเก็บแมวจรจัดมาเลี้ยงมากกว่า 10 ตัวด้วยกัน

“ตอนแรกทำงานที่ญี่ปุ่น ทำเกี่ยวกับออกแบบเฟอร์นิเจอร์ พอย้ายมาอยู่เมืองไทย ทำงานด้าน Interior ก็มีความคิดที่จะเปิดร้านเพื่อขายสินค้าที่ตัวเองออกแบบ และพอดีในตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีคาเฟ่แมว คนที่รักแมวจริงๆ เขาจะอยากเล่นกับแมว อยากอุ้มแมวถ่ายรูป แต่ก็ไม่มีที่ไป ก็เลยคิดว่าน่าจะทำเป็นลักษณะคาเฟ่แมวขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่สำหรับคนรักแมวจริงๆ”

ปัจจุบันร้าน Chico Café ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 53 โดยจุดเด่นของร้านแห่งนี้อยู่ที่การตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบสบายๆ รู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง เสมือนอยู่บ้าน ส่วนน้องเหมียวที่ประจำอยู่ภายในร้าน ก็ล้วนแต่มีความน่ารักดึงดูดลูกค้าคนรักแมวทั้งหลายให้แวะเวียนเข้ามาหาได้เป็นอย่างดี แต่อย่างเพิ่งคิดว่าจะได้เจอกับแมวไฮโซ สายพันธ์ต่างประเทศอย่างที่คาเฟ่แมวทั่วๆ ไปเขานิยมเลี้ยงกัน ต้องบอกว่าเลย ไม่สามารถหาได้ที่ Chico Café แห่งนี้ เพราะที่นี่ น้องเหมียวทั้ง 12 ตัวนี้ ล้วนแต่เป็นแมวไทยของบ้านเรานี่เอง และที่สำคัญแมวทุกตัวในร้าน เจ้าของร้านสาวชาวญี่ปุ่นคนนี้ได้เก็บมาฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างดี จนแต่ละตัวอ้วนถ้วน น่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้แมวสายพันธุ์ต่างประเทศเลยทีเดียว

“แมวทั้งหมดของเราจะถูกเลี้ยงไว้ที่ร้านนี้เลย กลางวันเขาก็มานั่งเล่น นอนเล่นกันอยู่ในร้านนี่แหละ แต่พอร้านปิด เราจะมีห้องสำหรับเลี้ยงโดยเฉพาะ การที่ให้แมวอยู่ในร้านนั้น ช่วงแรกๆ เราก็ต้องฝึกเขาด้วย ว่าอะไรที่ทำได้ หรือไม่ได้ เขาก็เหมือนกับเด็กๆ อาจจะต้องมีตีบ้าง เพื่อให้เขารู้ว่าอันนี้ทำไม่ได้นะ ต่อไปเขาก็จะจำได้ ส่วนเรื่องของความสะอาด ถือว่าสำคัญมากเช่นกัน เพราะร้านที่มีสัตว์เลี้ยงอาจจะมีโอกาสสกปรกได้ง่ายกว่า ซึ่งเราเองก็ดูแลเป็นอย่างดี โดยจะทำความสะอาดเป็นประจำ มีน้ำยาทำความสะอาด เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็น”

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้คาเฟ่แมวแห่งนี้ แตกต่างจากคาเฟ่แมวอื่นๆ คือกฎระเบียบของร้านนี้ในเรื่องของการเล่นกับเจ้าเหมียวนั้น ไม่ได้เข้มงวดเท่ากับคาเฟ่แมวอื่นๆ เราอยากให้ลูกค้ามีอิสระในการเล่นกับแมว จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้าคนรักแมวมากมาย จะเห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการนั้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะเห็นได้ว่า มีลูกค้าเข้ามาที่ร้านค่อนข้างหนาตา มีทั้งมาเป็นกลุ่มเพื่อน หรือเป็นครอบครัวก็มี โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งจะเป็นลูกค้าคนไทย 50 เปอร์เซ็นต์ และต่างชาติ 50 เปอร์เซ็นต์

“ของเราจะเน้นความเป็นกันเอง ให้เขาเล่นกับแมวได้ตามธรรมชาติ อย่างลูกค้าประจำ อาจจะพาแมวของเขาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อน เช่น ไปอาบน้ำ ขากลับก็จะแวะมาที่นี่ เวลาแมวของลูกค้าเข้ามาที่ร้าน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหา อะไร เพราะเจ้าของก็จะดูแลแมวของเขาด้วย อาจจะมีบ้างที่แมวลูกค้าไม่ชินเวลาที่เจอแมวตัวอื่นๆ ด้วยความที่เขาอาจจะอยู่แต่ในบ้าน เลยกลัวและไม่กล้าเดินเล่นในร้าน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาแมวทะเลาะกันนะ”

ถึงตรงนี้ ซาชิโกะเล่าให้ฟังต่ออีกว่า ด้วยกระแสคนหันมาเลี้ยงแมวในเมืองไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ SCB SME นำเสนอโอกาสดีให้กับธุรกิจที่เกี่ยวกับข้องกับแมวมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธุรกิจคาเฟ่แมว แม้ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่เธอเชื่อว่าทุกคนต่างมีจุดเด่นในแบบของตัวเอง อย่างของที่อื่นๆ อาจเป็นแมวเปอร์เซีย แต่ของที่ Chico Café จะเป็นอีกแบบหนึ่ง และที่สำคัญคือ จะเน้นให้ลูกค้าได้อยู่และเล่นกับแมวแบบธรรมชาตินั่นเอง

สำหรับในอนาคตนั้น เจ้าของร้าน Chico Café บอกว่า เธอมีแนวคิดที่อยากจะขยายสาขาเพิ่ม แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูความเหมาะสมของสถานที่ด้วย เพราะการที่เลี้ยงแมวไว้ด้วยกันเป็นจำนวนมาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องของเสียง กลิ่นฉะนั้นการเลือกสถานที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่กำลังวางแผนขยับขยายโอกาสทางธุรกิจนั้น คนรักแมวหรือใครที่สนใจยังคงสามารถมาเติมเต็มประสบการณ์ได้ที่ Chico Café ซอยสุขุมวิท 53 (ซอยเรณู) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.30 น - 18.00 น ทุกวัน (ยกเว้นวันอังคาร) โทรศัพท์ 02-258 6557 www.chico.co.th
#ลงทุนธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจ #ธุรกิจส่วนตัว #เปิดธุรกิจ #สัมมนาธุรกิจ #เอสเอ็มอี