ปรับลุค SME ให้เข้ากับวิถี Start Up

21 เมษายน 2561

“ไม่มีทางที่ SME ที่มีวิธีคิดแบบเดิม ๆ จะอยู่รอดปลอดภัยแบบไม่ปรับตัวในยุคดิจิทัล”
 
               หลายปีที่ผ่านมามี SME เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็มีหลายรายที่ปิดตัวลง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจาก Digital Disruption แล้วธุรกิจต่าง ๆ ทั้งในด้านค้าส่ง ค้าปลีก หรือแม้กระทั่งงานบริการ จะปรับตัวสู้กับ Digital Disruption นี้ได้อย่างไร SCB SME จึงได้เชิญคุณไผท ผดุงถิ่น กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิลค์เอเชีย จํากัด ผู้อยู่เบื้องหลังกระแสไวรัลเพจดัง “เจ๊จูวัสดุก่อสร้าง” ที่นับว่าสร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลก Social ทำให้  builk.com เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยคุณไผทจะพา SME เปิดโลกของหนึ่งในสตาร์ทอัพใน AEC และเปิดเผยสาเหตุว่าทําไม SME ควรคิดแบบสตาร์ทอัพที่เปิดรับเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในองค์กร เพื่อพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ SME
 
               จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจของคุณไผท เริ่มจากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และซื้อลิขสิทธิ์วัสดุก่อสร้างจากต่างประเทศ แต่ธุรกิจที่ทำกลับไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง ซึ่งเป็นความล้มเหลวครั้งแรก ทั้งหมุนเงินไม่ทัน เป็นหนี้ร้านวัสดุก่อสร้าง คุณไผทได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่มากมาย จึงค่อย ๆ แก้ปัญหาจนสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง และได้มุมมองใหม่ในการทำธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ Pain Points ของวงการก่อสร้าง ทั้งการประเมินงาน และการเลือกวัสดุก่อสร้างให้อยู่ในวงเงินของโครงการที่รับงานมา เครื่องมือ อุปกรณ์ที่เสื่อมลง หรือปัญหาในการหาแรงงานช่าง โดยคุณไผทนำปัญหาเหล่านี้มาสร้างเป็นโปรแกรมช่วยในการจัดการ แต่หลักสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ผู้รับเหมาก่อสร้างใช้โปรแกรมของเรา เพราะวงการก่อสร้างเป็นวงการหนึ่งที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้น้อยมาก

               ในปี 2015 วิธีการตั้งราคา และการหาลูกค้าในรูปแบบเดิมนั้นใช้ไม่ได้จริง คุณไผทได้ผ่านกระบวนการที่ผิดพลาดเหล่านี้มาแล้ว ทั้งการตั้งราคาแบบพรีเมียม การแบ่งชำระเป็นรายเดือน การออกไปหาลูกค้าตามบริษัท งานแฟร์ต่าง ๆ แต่ทั้งหมดที่ทำมากลับไม่สำเร็จ จึงกลับมามองว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้โตได้เหมือนกับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ อย่าง Facebook Line ที่มีผู้ใช้งานในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีแม้แต่สำนักงานในไทย คุณไผทจึงปรับการใช้งานโปรแกรม จากแผ่นโปรแกรมสู่โปรแกรมที่ Download ใช้งานฟรี จึงเริ่มมีผู้ใช้งาน และมีรายได้จากการขายโฆษณา รวมถึงขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบก้าวกระโดด

              การทำธุรกิจในยุคดิจิทัลมีต้นทุนต่ำลงกว่าการทำธุรกิจในยุคก่อน สามารถลงทุนน้อย วัดผลได้เร็วว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ไม่ยาก เป้าหมายของธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นคืออัตราการเติบโต ทำอย่างไรให้มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถนำเครื่องมือบางอย่างมาช่วยสร้างกลยุทธ์ และใช้ Social Media เป็นช่องทางการขายแทนหน้าร้านได้ทุกที่ทั่วโลก แต่การใช้ดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพนั้น เราควรสร้างความแตกต่าง หากทำสิ่งเดิม ๆ ที่คนอื่นก็ทำกัน จะขาดความน่าสนใจ แต่เมื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา คนจะหันมาให้ความสนใจ และนั้นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
 
              ตัวอย่างแคมเปญ เจ้จูวัสดุก่อสร้าง ที่คุณไผทมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป หันมาใช้อินเทอร์เน็ต มีหน้าร้านบนโลกออนไลน์ได้ จึงได้สร้างตัวแทนของเจ้าของร้านขึ้นมา เป็นเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างที่มี Character กวน ๆ ขายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก เพราะคนยังไม่เคยเจอกับบุคลิกแบบนี้ จึงโด่งดังและทำให้ เว็บไซค์ builk.com เป็นที่รู้จักขึ้นมาในเวลาอันสั้น เมื่อแคมเปญนี้ทดสอบแล้วได้ผลตอบรับดี คุณไผทจึงได้ขยายโครงการนี้ไปสู่ร้านวัสดุก่อสร้างที่มีอยู่ทั่วประเทศ หาคู่ค้าร่วมกัน ช่วยกันจัดหาสินค้า และส่งให้ลูกค้าให้เร็วที่สุด ด้วยรู้ว่ารูปแบบสตาร์ทอัพที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และระบบการทำงานแบบเดิมลง ย่อมมีคนที่เสียผลประโยชน์ จึงได้สร้างทางที่จะทำให้คนที่พร้อมยอมปรับตัวได้เติบโตไปด้วยกัน

              การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้หันมาทำสิ่งใหม่ ๆ ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนในเวลาเดียวกัน 1. Motivation มีความอยากที่จะเปลี่ยน 2. Ability มีความสามารถในการเปลี่ยนให้ดีขึ้น 3. Trigger สิ่งที่เขาจะสูญเสียเมื่อไม่เปลี่ยน เมื่อองค์ประกอบทั้งสามส่วนครบพฤติกรรมบางอย่างจึงเปลี่ยนได้ หากผู้ประกอบการ สามารถสร้างนิสัยใหม่ พฤติกรรมใหม่ให้กับผู้บริโภคได้ ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นตามมา

              ในยุคนี้เราต้องรู้จักปรับตัวให้เร็ว ต่อยอดในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญในสิ่งที่ถนัด นำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดด้วยระบบดิจิทัลให้สามารถเกิดยอดขายได้ทุกที่ และรู้จักมองหาวิธีการสร้างธุรกิจให้เติบโตอยู่เสมอ อย่าหวังพึ่งแพลตฟอร์มของคนอื่นอยู่ตลอดเวลาเพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ เราอาจสร้างพื้นที่ของเราเอง เช่น เว็บไซต์ แต่หากเราไม่สามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ใหญ่และมีคนใช้งานในวงกว้าง เราก็ควรเข้าเป็นส่วนหนึ่งและเป็นผู้นำในแฟลตฟอร์มนั้นก่อนคนอื่น สุดท้ายทุกอย่างต้องลงมือทำ ถ้ามัวแต่คิด เป็นเจ้า Project แต่ไม่ลงมือทำ ไม่ล้มเหลว ย่อมไม่มีวันไปถึงความสำเร็จ