เข้าใจธรรมชาติออนไลน์อย่างถึงแก่น การตลาดอิมโพรไวส์จากแบรนด์ดัง ทำแล้วรวยจัง ปังจริง

27 กุมภาพันธ์ 2560

Highlight :
  • เผื่องบโฆษณาออนไลน์ไว้ 3-6 เดือน ช่วงปั้นแบรนด์ ลูกค้ายังไม่รู้จักเราดี ต้องยิงโฆษณาให้เขาเชื่อใจ
  • สำคัญที่ยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลค์หรือยอดแชร์ บางคนเข้าใจผิดว่าไลค์เยอะๆ คือดี แต่วัดที่ยอดขายดีกว่า ว่าได้แค่ไหน
  • เข้าใจธรรมชาติเฟซบุ๊คให้ดี แล้วจะครองใจลูกค้าได้นาน เฟซบุ๊คคือการสื่อสารแบบเพื่อนถึงเพื่อน
  • ดูอารมณ์และมู้ดแอนด์โทนคนบนเฟซบุ๊คก่อนโพสต์ในแต่ละวัน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และครองใจคนได้ไม่ยาก
  • เลือกโพสต์ให้เหมาะสมกับการลงโฆษณา ไม่ใช่เสียเงินลงโฆษณาแล้วไม่เกิดผล ลองโพสต์ไปหลายๆ แบบ อันไหนคนชอบเยอะสุดให้ทุ่มงบโฆษณาชิ้นนั้น
  • ลองทำการตลาดช้าๆ แต่ว่ามั่นคง ให้ลูกค้าที่ใช้สินค้าเราจริงๆ มารีวิว แทนที่จะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ถูกจ้างมา แม้จะไม่หวือหวาได้ยอดไลค์ แต่จะได้ยอดเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
  • ออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด คนใช้เวลากับมือถือมากกว่าใช้เวลากับคนรอบตัว โอกาสในการขายสินค้าของเรา จึงมีทุกที่ ทุกเวลาบนโลกออนไลน์
มันส์ทุกหยดหยาด สำหรับการตลาดแบบอิมโพรไวส์ของแบรนด์ ANEE KAH ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือของ “คุณกู๋ - ธีร์ปกรณ์ ชัยธีระสุเวท และคุณป๋อม - ณภัทร เพชรวิชิต” ผู้สร้างส่วนแบ่งการตลาดความงามบนโลกออนไลน์ได้อย่างถล่มทลาย แม้จะเริ่มธุรกิจด้วยเงินจำกัด แต่ด้วยวิธีคิดอย่างเข้าใจธรรมชาติตลาดออนไลน์ จึงทำให้แบรนด์เติบโตอย่างช้าๆ แต่ว่ามั่นคง ซึ่งการตลาดของแบรนด์นี้จัดว่าไม่ธรรมดา น่าสนใจจนต้องเชิญมางานสัมมนา “The Trend Setting  นำกระแส สร้างเทรนด์ สู่ธุรกิจ 100 ล้าน ผ่านตลาดออนไลน์”  จัดขึ้นโดย SCB SME
  
เผื่องบโฆษณาออนไลน์ไว้ 3-6 เดือน เพื่อให้ลูกค้าเชื่อใจสินค้าเราก่อน
การช่วงชิงพื้นที่การตลาดด้านผิวพรรณความงาม จำเป็นต้องลงโฆษณาให้มาก เพราะมีคู่แข่งเยอะ ทุกคนทำคอนเทนต์กันมาจนล้นเฟซบุ๊ค ถ้าไม่จ่ายค่าโฆษณาก็ไม่รู้จะมีใครรู้จักแบรนด์เราไหม ก่อนเราทำแบรนด์ เราก็กันงบไว้สำหรับโฆษณาแล้วส่วนหนึ่ง แต่พอลงออนไลน์แล้วได้ยอดมา เราก็แบ่งกำไรไว้ลงโฆษณาต่อ แต่ปรากฏว่าหมุนเงินไม่ทัน ดังนั้นตอนเริ่มทำแบรนด์ควรเผื่องบโฆษณาไว้สัก 3-6 เดือนแรก เพราะเรายังใหม่ ต้องยิงโฆษณาไปเรื่อยๆ ให้ลูกค้าเชื่อใจก่อน  
 
สำคัญที่ยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลค์หรือยอดแชร์
บางคนจะยึดติดกับยอดไลค์ ยอดแชร์ แล้วพูดถึงยอดขายสุดท้ายเลย ซึ่งยอดไลค์มันไม่ใช่สิ่งสำคัญ ในทุกๆ วันเราจะเก็บสถิติของยอดขายกับค่าโฆษณา ว่ามันสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วอยู่ในระดับที่เรารับได้หรือเปล่า ถ้าเรารับได้แสดงว่ายอดขายมันโอเคแล้ว สำหรับยอดไลค์ ยอดแชร์ มันไม่ได้ทำให้ยอดขายขึ้น แต่ส่วนมากยอดขายที่ดีๆ จะมาจากโพสต์ที่ยอดไลค์เยอะ 
 
เข้าใจธรรมชาติเฟซบุ๊คให้ดี แล้วจะครองใจลูกค้าได้นาน
ธรรมชาติของเฟซบุ๊คและแก่นของมันจริงๆ แล้ว เกิดจากการที่ เพื่อน คอนเนค เพื่อน แล้วการจะทำธุรกิจในนี้ เราต้องทำตัวให้เป็นคนๆ หนึ่งให้ได้ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้า เวลาคุยเราจะไม่ใช้ภาษาทางการ จะคุยกันเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน ทำให้เขารู้สึกสนิทใจที่จะคุยกับเรา แล้วการจะครองใจเขาได้เราต้องทำตัวเป็นผู้นำทางความคิด ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่างๆ โพสต์ชี้นำให้เขาเห็นถึงไลฟ์สไตล์บางอย่างของเรา ให้ลูกค้าเห็นแล้วอยากทำตัวเหมือนเรา แล้วพอเขากลายมาเป็นสาวกเราแล้ว ทีนี้เขาก็พร้อมจะยอมรับในสิ่งที่แบรนด์เราเป็น
 
ดูอารมณ์และมู้ดแอนด์โทนคนบนเฟซบุ๊คก่อนโพสต์ในแต่ละวัน
ทางเราไม่มีแพลนว่าในแต่ละวันเราจะโพสต์อะไร แต่เราดูจากมู้ดแอนด์โทน จากความรู้สึกและอารมณ์ของคนในเฟซบุ๊ค ว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้น แฟนเพจของเราตอนนี้เป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน เขาอยากรู้เรื่องอะไร แล้วเราค่อยเข้าไปคุยกับเขา ซึ่งการทำเพจด้วยตัวเอง มันก็มีความเสี่ยงว่าถ้าเราไม่อยู่ทำ เพจเราอาจจะไม่เหมือนเดิม ในตอนนั้นเราค่อยคิดต่อว่าจะทำอย่างไร แต่ในวันนี้มันคือวิธีการที่เราถนัด ก็ให้ใช้วิธีการนี้ไปก่อน
 
 
เลือกโพสต์อย่างไร เหมาะกับการลงโฆษณา
ข้อดีของการเป็นเจ้าของเพจและทำการตลาดบนเฟซบุ๊คเอง เราจะเห็นสถิติแบบเรียลไทม์ เห็นการตอบรับทันที ว่าอะไรเวิร์คหรืออะไรไม่เวิร์ค เราทดสอบโดยยิงโฆษณาดูก่อน ว่าแคปชั่นแบบนี้ รูปแบบนี้ ลองสลับสับเปลี่ยนกันดู แล้วทำไปส่งเข้าไปเลยห้าสิบอัน ลงโฆษณาไปเลย แล้วรอดูว่าอันไหนเวิร์คที่สุด ลูกค้าตอบรับเยอะที่สุด เราค่อยปิดอันอื่น จากนั้นเอางบโฆษณาทั้งหมดไปใส่อันที่คนตอบรับเยอะที่สุดแทน จะได้ไม่ต้องคลำหาไปเรื่อยว่าอันไหนเวิร์ค ไม่เวิร์ค
 
ลองทำการตลาดช้าๆ แต่ว่ามั่นคง 
เราไม่อยากโตเร็ว โตแบบทันทีในข้ามคืน เราอยากโตช้าๆ แต่ว่ามั่นคง บางเจ้าเขาอาจจะใช้พรีเซนเตอร์ พริตตี้หรือคนดัง ที่ต้องใช้เงินจ้าง แต่สำหรับเราจะไม่จ้าง เพราะเรารู้สึกว่าเขาแค่มาถือของไม่ได้ใช้จริง เราอยากให้ลูกค้าที่เขาใช้ผลิตภัณฑ์เราจริงๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ในเพจเราจะมีลูกค้าเขามีรีวิวการใช้จริงให้ดู เราแทบไม่ต้องทำรีวิวด้วยซ้ำ ซึ่งการตลาดแบบนี้มันไม่หวือหวา แต่ว่ามั่นคงกว่า ไม่ใช่แค่เป็นกระแส แต่เป็นของจริงที่ผู้ใช้เขารีวิวจริง
 
ออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด
ทุกวันนี้คนเล่นมือถือกันตลอดเวลา โอกาสที่คนจะเห็นสินค้าของเรามีได้ทุกวัน วันหนึ่งๆ เราเช็คมือถือ เช็คเฟซบุ๊ค มากกว่าคุยกับแฟน มากกว่าใช้ชีวิตกับคนรอบตัวอีก ฉะนั้นนี่คือโอกาสที่ดี ที่คนมหาศาลที่อยู่ในโลกออนไลน์ จะได้เห็นสินค้าของเรา ออนไลน์จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ถ้าอยากรอดต้องใช้ออนไลน์ เพราะถ้าคุณออฟไลน์อย่างเดียว แล้วไม่ทำออนไลน์ด้วย คนอื่นเขาก็จะทำแทน